กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
วิทยาศาสตร์ระดับ ป.4–ป.6ว 3.2

โลกและการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา

อ่านทำไม

หินทุกก้อนที่เห็นตามภูเขา หน้าผา ลำธาร หรือลานวัด มีประวัติของตัวเอง — บางก้อนเกิดจากหินหนืดใต้ดิน บางก้อนเกิดจากตะกอนทับถมนับล้านปี บางก้อนเกิดจากหินเดิมถูกความร้อนและความดันสูงบีบอัด และเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ หินเหล่านี้ก็เปลี่ยนชนิดไปมาเป็น «วัฏจักรหิน» ที่ไม่จบสิ้น ใต้ผิวโลกก็ยังมีพลังที่ทำให้แผ่นดินสั่นไหวและภูเขาไฟปะทุ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตคนได้ทันที หัวข้อนี้จึงรวมทั้ง «ของที่เกิดขึ้นช้า ๆ» อย่างหิน ดิน แร่ และซากดึกดำบรรพ์ กับ «เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน» อย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ และสึนามิ ข้อสอบเข้า ม.1 ชอบออกเรื่องนี้เพราะต้องใช้ทั้งการจำแนก การอ่านแผนภาพวัฏจักร และการตีความหลักฐานจากชั้นหินไปพร้อมกัน

เรื่องย่อยที่ 1

หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร

องค์ความรู้

  • หิน คือของแข็งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วย แร่ ตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไป
  • แร่ คือของแข็งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีสมบัติเฉพาะตัว เช่น สี ผิว และความแข็ง หินที่มีแร่ต่างกันจึงมีสีและเนื้อต่างกัน
  • จุดสำคัญคือ จำแนกหินตาม «การเกิด» ไม่ใช่ตามสี สรุปได้ 3 ประเภท
ประเภทหิน เกิดจาก ตัวอย่าง
หินอัคนี หินหนืดใต้ดินหรือลาวาเย็นตัวลงและแข็งตัว หินแกรนิต · หินบะซอลต์
หินตะกอน เศษหิน ดิน ทราย และซากสิ่งมีชีวิตถูกพัดพาไปทับถมเป็นชั้น ๆ แล้วถูกอัดและเชื่อมติดกัน หินทราย · หินปูน
หินแปร หินเดิมถูกความร้อนสูงและความดันสูงจนแปรสภาพ หินอ่อน ซึ่งแปรจากหินปูน · หินไนส์
  • แมกมา คือหินหนืดที่อยู่ใต้ดิน · ลาวา คือหินหนืดที่ไหลขึ้นมาถึงผิวโลก
  • เย็นตัวช้าใต้ดินทำให้ผลึกมีเวลาโต ผลึกจึงใหญ่ เช่น หินแกรนิต ส่วนที่เย็นตัวเร็วบนผิวโลกผลึกจะเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น เช่น หินบะซอลต์
  • หินตะกอน สังเกตได้จากเนื้อที่เป็นชั้น ๆ บางชนิดเป็นเม็ดทราย บางชนิดมีซากเปลือกหอยหรือปะการังปนอยู่ · หินปูน เป็นหินตะกอนที่เกิดจากการทับถมของซากเปลือกหอย ปะการัง และตะกอนที่มีสารแคลเซียมคาร์บอเนต
  • หินแต่ละประเภทเปลี่ยนเป็นประเภทอื่นได้ด้วยกระบวนการธรรมชาติ รวมทั้งเปลี่ยนกลับเป็นหินหนืดได้อีกครั้ง (ดูรายละเอียดที่หัวข้อ sc-earth-02 วัฏจักรหิน)

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • พบก้อนหินที่มีผลึกใหญ่เป็นประกายแวววาว น่าจะเป็นหินประเภทใด — น่าจะเป็นหินอัคนีที่เย็นตัวช้าใต้ดิน เช่น หินแกรนิต เพราะผลึกมีเวลาตกผลึกนานจึงโตได้ใหญ่
  • เศษทรายกับกรวดเรียงกันเป็นชั้น ๆ แล้วแข็งตัวแน่น เป็นหินอะไร — เป็นหินตะกอน เพราะมีร่องรอยการทับถมเป็นชั้น ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของหินตะกอน
  • ทำไมหินบะซอลต์จึงมีผลึกเล็กกว่าหินแกรนิต — เพราะบะซอลต์เย็นตัวเร็วบนผิวโลก ส่วนแกรนิตเย็นตัวช้าใต้ดิน ผลึกของแกรนิตจึงมีเวลาโตมากกว่า
  • หินปูนกลายเป็นหินอ่อนได้อย่างไร — หินปูนถูกความร้อนสูงและความดันสูงจากใต้ผิวโลกจนแปรสภาพเป็นหินอ่อน ซึ่งจัดเป็นหินแปร

ภาพและไดอะแกรม

หินแกรนิต หินทราย และหินอ่อน วางเรียงกันพร้อมป้ายชื่อประเภทหิน

คำบรรยายภาพ: ภาพเปรียบเทียบหิน 3 ประเภท ได้แก่ หินแกรนิตที่มีเนื้อผลึกหยาบเป็นประกายของหินอัคนี หินทรายที่เห็นเนื้อเป็นเม็ดและเป็นชั้นของหินตะกอน และหินอ่อนที่เนื้อเนียนละเอียดของหินแปร

เรื่องย่อยที่ 2

วัฏจักรหิน

องค์ความรู้

  • วัฏจักรหิน คือการที่หินเปลี่ยนจากชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดได้ด้วยกระบวนการธรรมชาติ ไม่มีจุดเริ่มและไม่มีจุดจบ หินทุกชนิดหมุนเวียนกลับมาเป็นหินหนืดได้อีกครั้ง
  • ในวัฏจักรหินมี 4 ชุด ได้แก่ หินหนืด (แมกมา) → หินอัคนี → หินตะกอน → หินแปร แล้ววนกลับมาที่หินหนืด
  • กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนชนิด
กระบวนการ ทำให้เกิดอะไร
เย็นตัวและแข็งตัว หินหนืดกลายเป็นหินอัคนี
ผุพังสึกกร่อน หินแตกเป็นเศษหิน ดิน ทราย
พัดพา ทับถม อัดตัว ตะกอนกลายเป็นหินตะกอน
ความร้อนและความดันสูง หินเดิมกลายเป็นหินแปร
หลอมเหลว หินทุกชนิดกลายเป็นหินหนืด เริ่มรอบใหม่
  • หินไม่ได้ต้องผ่านครบทุกขั้นตามลำดับตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าก้อนนั้นเจอกระบวนการใดก่อน
  • การเปลี่ยนชนิดของหินต้องใช้เวลานานมาก จนเทียบได้ว่า «หินเกิดใหม่ช้ากว่าที่คนใช้หมด»

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • หินก้อนหนึ่งจะเริ่มวัฏจักรจากหินประเภทใด — เริ่มจากประเภทใดก็ได้ เพราะการเปลี่ยนชนิดขึ้นอยู่กับว่าหินนั้นเจอกระบวนการใดก่อน ไม่มีลำดับตายตัว
  • ทรายที่ถูกพัดพาไปทับถมในทะเลสาบ จะกลายเป็นหินอะไรได้ — กลายเป็นหินทรายซึ่งเป็นหินตะกอน เมื่อตะกอนถูกอัดและเชื่อมติดกันแน่น
  • หินแปรก้อนหนึ่งจะกลับไปเป็นหินอัคนีได้หรือไม่ อย่างไร — ได้ ถ้าหินแปรนั้นหลอมเหลวเป็นหินหนืด แล้วเย็นตัวและแข็งตัวอีกครั้งจะกลายเป็นหินอัคนี
  • เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าวัฏจักรหินไม่มีจุดจบ — เพราะหินทุกชนิดทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร หลอมเหลวกลับเป็นหินหนืดได้เสมอ แล้วเริ่มกระบวนการเดิมใหม่อีกครั้ง

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    M[หินหนืดใต้ดิน<br/>แมกมา] -->|เย็นตัวและแข็งตัว| I[หินอัคนี]
    I -->|ผุพังสึกกร่อน| S[เศษหิน ดิน ทราย<br/>กลายเป็นตะกอน]
    S -->|พัดพา ทับถม อัดตัว| D[หินตะกอน]
    I -->|ความร้อนและความดันสูง| P[หินแปร]
    D -->|ความร้อนและความดันสูง| P
    P -->|หลอมเหลว| M
    D -->|หลอมเหลว| M
    I -->|หลอมเหลว| M

คำบรรยายภาพ: แผนภาพวัฏจักรหินอธิบายการเปลี่ยนชนิดของหินเป็นรอบ เริ่มจากหินหนืดใต้ดินเมื่อเย็นตัวและแข็งตัวกลายเป็นหินอัคนี เมื่อหินอัคนีผุพังสึกกร่อนจะแตกเป็นเศษหิน ดิน และทราย ถูกพัดพาไปทับถมและอัดตัวแน่นกลายเป็นหินตะกอน ทั้งหินอัคนีและหินตะกอนเมื่อถูกความร้อนและความดันสูงจะแปรสภาพเป็นหินแปร และเมื่อหินทุกชนิดหลอมเหลวจะกลับเป็นหินหนืด เริ่มวัฏจักรใหม่อีกครั้งโดยไม่มีจุดสิ้นสุด

เรื่องย่อยที่ 3

ดินและแร่

องค์ความรู้

  • ดิน คือส่วนผสมของเศษหินที่ผุพังกับซากสิ่งมีชีวิตที่เน่าเปื่อย น้ำ และอากาศ เกิดจากหินผุพังแล้วคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุอย่างช้า ๆ จนเป็นชั้นดินที่พืชขึ้นได้
  • ส่วนประกอบของดิน 4 อย่าง — แร่ธาตุจากหินที่ผุพัง · อินทรียวัตถุ จากซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย · น้ำ · อากาศ
  • ชั้นดิน เรียงจากบนลงล่าง ได้แก่ ชั้นหน้าดินที่มีอินทรียวัตถุมากและร่วนซุย → ชั้นดินล่างที่มีแร่ธาตุมากกว่า → ชั้นหินเดิมที่ยังไม่ผุพัง
  • ประเภทของดิน แบ่งตามขนาดเม็ดดินและสมบัติการอุ้มน้ำ
ประเภทดิน ลักษณะ เหมาะกับงานใด
ดินทราย เม็ดหยาบ ระบายน้ำและอากาศดี แต่อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้น้อย พืชที่ชอบดินร่วนระบายน้ำดี
ดินเหนียว เม็ดละเอียด อุ้มน้ำได้ดี แต่ระบายน้ำและอากาศได้แย่ ที่นา เพราะเก็บน้ำได้
ดินร่วน ผสมทั้งเศษทราย ดินเหนียว และอินทรียวัตถุพอเหมาะ ปลูกพืชทั่วไปได้ดีที่สุด
  • แร่ คือของแข็งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีสมบัติเฉพาะตัว เช่น สี ผิว และความแข็ง หินจึงประกอบด้วยแร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไป เช่น ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ไมกา และแคลไซต์
  • ความสำคัญของดิน — เป็นที่ยึดเกาะของรากพืช เป็นแหล่งธาตุอาหารของพืช และเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน เช่น ไส้เดือน และจุลินทรีย์
  • การทำลายดิน — เผาป่าและถางหญ้าจนหน้าดินโล่ง ฝนชะหน้าดินไป (การกัดเซาะ) · ปลูกพืชชนิดเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่เติมอินทรียวัตถุ ทำให้ดินจืดและไม่มีธาตุอาหาร · ใช้สารเคมีมากเกินไปทำให้จุลินทรีย์ในดินตาย

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • สวนแห่งหนึ่งเป็นดินเหนียว หลังฝนตกน้ำจึงขัง ควรแก้อย่างไร — ไถพรวนและผสมอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ใบไม้ผุ เพื่อให้ดินร่วนขึ้น ระบายน้ำและอากาศได้ดีกว่าเดิม
  • ทำไมดินในป่าจึงอุดมสมบูรณ์กว่าดินที่ถูกเผา — เพราะป่ามีใบไม้และซากพืชทับถมกันเป็นอินทรียวัตถุอยู่ตลอด เมื่อเกิดไฟป่า อินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ในดินถูกทำลายไป
  • เศษหินผุพังกลายเป็นดินได้อย่างไร — หินแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ด้วยลม ฝน และความร้อน จากนั้นซากพืชซากสัตว์มาเน่าเปื่อยคลุกเคล้าอยู่ด้วยกัน นานเข้าจึงกลายเป็นชั้นดินที่พืชขึ้นได้
เรื่องย่อยที่ 4

ซากดึกดำบรรพ์

องค์ความรู้

  • ซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล คือร่องรอยหรือส่วนที่เหลือของสิ่งมีชีวิตในอดีตที่ถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหิน
  • ซากดึกดำบรรพ์ส่วนใหญ่พบใน หินตะกอน เพราะการทับถมของตะกอนช่วยปดปิดซากไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย หรือถูกน้ำและลมพัดพาไป
  • ลำดับการเกิด: สิ่งมีชีวิตตายลงและจมในโคลน ทราย หรือท้องน้ำ → ถูกตะกอนปิดทับอย่างรวดเร็ว → ส่วนอ่อนผุไป เหลือส่วนแข็ง เช่น กระดูก เปลือก ฟัน หรือทิ้งรอยพิมพ์ไว้ → ตะกอนถูกอัดแน่นและเชื่อมติดกันกลายเป็นหิน ซากจึงติดอยู่ในชั้นหิน
  • ซากดึกดำบรรพ์มีหลายแบบ เช่น ส่วนที่เหลือของร่างกาย · รอยพิมพ์ของรอยเท้า ใบไม้ หรือตัวสัตว์ · ซากที่ทั้งตัวกลายเป็นหิน · และเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินที่เกิดจากซากพืชทับถมกันนานมาก
  • หลักเทียบอายุ: ชั้นหินที่อยู่ล่างเกิดก่อนชั้นที่อยู่บน ซากในชั้นล่างจึงมีอายุมากกว่า
  • สิ่งที่พบในชั้นหินทำให้ คาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีต ได้
สิ่งที่พบในชั้นหิน สภาพแวดล้อมในอดีตที่คาดคะเนได้
ซากเปลือกหอยและปะการัง บริเวณนั้นเคยเป็นทะเลตื้นหรือชายฝั่ง
ซากปลา เคยมีแหล่งน้ำอยู่ในบริเวณนั้น
ซากพืชและชั้นถ่านหินหนา ๆ เคยเป็นป่าหรือที่ลุ่มชื้นแฉะ
กระดูกไดโนเสาร์และรอยเท้าบนพื้นดิน เคยเป็นพื้นดินที่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เดินผ่าน
  • ตัวอย่างในประเทศไทยที่รู้จักกันดีคือ ซากไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ และซากหอยกับปลาในชั้นหินของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบอกว่าพื้นที่บางส่วนเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • ขุดพบซากเปลือกหอยและปะการังในชั้นหินบนภูเขาสูง บอกอะไรได้ — บอกว่าบริเวณนั้นเคยเป็นทะเลตื้นมาก่อน แล้วเปลือกโลกยกตัวขึ้นจนกลายเป็นภูเขาในภายหลัง
  • พบรอยเท้าไดโนเสาร์ในหินตะกอน บอกอะไรได้ — บอกว่าบริเวณนั้นเคยเป็นพื้นดินที่ไดโนเสาร์เดินผ่าน และร่องรอยถูกเก็บไว้ในตะกอนจนกลายเป็นหิน
  • จะตอบได้อย่างไรว่าซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินใดมีอายุมากกว่า — ดูตำแหน่งของชั้นหิน ชั้นที่อยู่ล่างเกิดก่อน จึงมีอายุมากกว่าชั้นที่อยู่บน
  • เพราะเหตุใดจึงไม่ค่อยพบซากดึกดำบรรพ์ในหินอัคนี — เพราะหินอัคนีเกิดจากหินหนืดที่ร้อนจัด ซากสิ่งมีชีวิตจึงถูกทำลายไปหมดก่อนที่หินจะแข็งตัว

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[สิ่งมีชีวิตตายลง] --> B[จมลงในโคลน ทราย<br/>หรือท้องน้ำ]
    B --> C[ตะกอนทับถมปิดทับ<br/>อย่างรวดเร็ว]
    C --> D[ส่วนอ่อนผุไป เหลือส่วนแข็ง<br/>หรือรอยพิมพ์]
    D --> E[ตะกอนถูกอัดแน่น<br/>กลายเป็นหิน]
    E --> F[ซากดึกดำบรรพ์ติดอยู่ในชั้นหิน]

คำบรรยายภาพ: แผนภาพลำดับการเกิดซากดึกดำบรรพ์ เริ่มจากสิ่งมีชีวิตตายลงแล้วจมลงในโคลน ทราย หรือท้องน้ำ จากนั้นถูกตะกอนทับถมปิดทับอย่างรวดเร็ว ส่วนอ่อนผุพังไปเหลือส่วนแข็งหรือรอยพิมพ์ เมื่อตะกอนถูกอัดแน่นกลายเป็นหิน ซากนั้นจึงติดอยู่ในชั้นหินและกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์

ภาพหน้าตัดชั้นหินตะกอนที่มีซากดึกดำบรรพ์ฝังอยู่ต่างระดับ

คำบรรยายภาพ: ภาพหน้าตัดชั้นหินตะกอนเรียงซ้อนกัน ชั้นล่างสุดเกิดก่อนและมีซากเปลือกหอยฝังอยู่ ชั้นถัดขึ้นมามีซากกระดูกกับรอยเท้า และชั้นบนสุดซึ่งเกิดใหม่ที่สุดมีรอยพิมพ์ใบไม้ แสดงให้เห็นว่าชั้นที่อยู่ล่างมีอายุมากกว่าชั้นที่อยู่บน

เรื่องย่อยที่ 5

ประโยชน์ของหินและแร่

องค์ความรู้

  • หินและแร่เป็น ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงของใช้ในครัว
หินหรือแร่ ประโยชน์หลัก ตัวอย่างที่เห็นได้จริง
หินปูน เป็น วัตถุดิบหลักของปูนซีเมนต์และปูนขาว ปูนก่ออิฐ ปูนฉาบผนัง
หินอ่อน ตัดเป็นแผ่นและแกะสลักได้สวย โต๊ะหินอ่อน กระเบื้อง งานประติมากรรม
หินทราย ใช้ก่อสร้าง และทำเป็นหินลับมีด เสาหิน ผนังหิน
ทราย เป็น วัตถุดิบหลักของการทำแก้ว และใช้ผสมปูน แก้วน้ำ กระจก งานก่อสร้าง
ดินขาว ทำเครื่องปั้นดินเผาและกระเบื้อง ถ้วย ชาม กระเบื้องปูพื้น
แร่เหล็ก ถลุงเป็นเหล็กและผลิตเหล็กกล้า เหล็กเส้น เครื่องมือ เครื่องจักร
แร่ทองคำ เป็นโลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีและทำเครื่องประดับ สร้อย แหวน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
แร่แกรไฟต์ ทำไส้ดินสอ และใช้หล่อลื่นหรือทำขั้วไฟฟ้า ไส้ดินสอดำ
เกลือหิน ใช้ปรุงอาหารและถนอมอาหาร เกลือแกง การดองผักผลไม้
  • หินและแร่เกิดใหม่ต้องใช้เวลานานมาก จึงเทียบได้ว่า ใช้หมดแล้วหมดเลย ต้องใช้อย่างประหยัด เลือกใช้ให้คุ้ม และใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่
  • การทำเหมือง การระเบิดหิน และการขุดทรายในแม่น้ำ ถ้าทำมากเกินไปจะกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ดินถล่ม น้ำขุ่น และสัตว์น้ำเดือดร้อน ก่อนทำจึงต้องศึกษาผลกระทบและมีวิธีลดความเสียหาย

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • ถ้าโรงงานต้องการผลิตปูนซีเมนต์ จะเริ่มจากหินใด — หินปูน เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของปูนซีเมนต์และปูนขาว
  • แก้วใสในครัวได้วัตถุดิบหลักจากอะไร — จากทราย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการทำแก้ว ไม่ใช่หินปูน
  • เพราะเหตุใดจึงควรใช้หินและแร่อย่างประหยัด — เพราะหินและแร่เกิดใหม่ด้วยกระบวนการธรรมชาติที่ใช้เวลานานมาก คนรุ่นต่อไปก็ต้องใช้ ถ้าใช้หมดจะไม่มีเหลือ
  • ถ้าขุดทรายในแม่น้ำมากเกินไปจะเกิดอะไร — ตลิ่งถูกกัดเซาะมากขึ้น น้ำขุ่น และสัตว์น้ำเสียที่อยู่ รวมทั้งอาจทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดินริมน้ำ
เรื่องย่อยที่ 6

แผ่นดินไหว

องค์ความรู้

  • แผ่นดินไหว คือการสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจาก การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก พลังงานที่สะสมไว้ใต้ดินถูกปล่อยออกมาเป็นคลื่นสั่นสะเทือน
  • จุดสั่นสะเทือนมากที่สุดบนผิวโลกอยู่ เหนือจุดที่เกิดแผ่นดินไหวใต้ดิน ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้จุดนั้นจะรู้สึกสั่นแรงที่สุด
  • เครื่องวัดแผ่นดินไหว ใช้บันทึกความสั่นสะเทือน แล้วบอก ขนาด ของแผ่นดินไหวเป็นตัวเลข — เลขยิ่งมาก แผ่นดินไหวก็ยิ่งรุนแรง
  • แผ่นดินไหว ทำนายวัน เวลา และขนาดล่วงหน้าได้ยาก จึงต้องติดตามข่าวและประกาศจากหน่วยงานราชการเท่านั้น ไม่เชื่อหรือส่งต่อข่าวลือ
  • แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิด ใต้ทะเล อาจดันมวลน้ำให้เกิด สึนามิ ได้ (ดูหัวข้อ sc-earth-08)
  • ประเทศไทยอยู่ห่างจากแนวที่แผ่นเปลือกโลกชนกันรุนแรง จึงไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แต่ มีรอยเลื่อนมีพลังอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตก จึงยังรู้สึกสั่นสะเทือนได้เป็นครั้งคราว
  • วิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
ขณะอยู่ที่ใด สิ่งที่ควรทำ
ในอาคาร หมอบลง หลบใต้โต๊ะที่แข็งแรง ยึดเกาะไว้ให้มั่น อยู่ห่างหน้าต่างและของที่หล่นทับได้ รอให้พื้นหยุดสั่นก่อนจึงออกอย่างเป็นระเบียบ
กลางแจ้ง อยู่ให้ห่างอาคาร เสาไฟ และสายไฟฟ้า แล้วหมอบลงในที่โล่ง
ในรถ จอดในที่ปลอดภัย ห่างจากอาคารและเสาไฟ แล้วอยู่ในรถจนกว่าจะหยุดสั่น

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • ระหว่างแผ่นดินไหว อยู่ในห้องเรียนชั้นล่าง ควรทำอย่างไร — หมอบลง หลบใต้โต๊ะที่แข็งแรง ยึดโต๊ะไว้ อยู่ห่างหน้าต่าง แล้วรอให้พื้นหยุดสั่นก่อนออกจากห้องตามคำแนะนำของครู
  • มีข้อความในโซเชียลบอกว่าแผ่นดินไหวจะเกิดพรุ่งนี้ ควรทำอย่างไร — ไม่แชร์ต่อ เพราะแผ่นดินไหวทำนายวันเวลาได้ยาก ให้ติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • รายงานว่าขนาดแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งเป็น 5 และอีกครั้งเป็น 7 ครั้งใดรุนแรงกว่า — ครั้งที่ 7 รุนแรงกว่า เพราะตัวเลขบอกขนาดยิ่งมาก ยิ่งปล่อยพลังงานมากและรู้สึกสั่นแรงกว่า
  • ทำไมหลังแผ่นดินไหวจึงควรตรวจสอบอาคารก่อนกลับเข้าไป — เพราะอาคารอาจแตกร้าวหรือโครงสร้างอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการถล่มเมื่อเกิดการสั่นสะเทือนตามมาอีก
เรื่องย่อยที่ 7

ภูเขาไฟ

องค์ความรู้

  • ภูเขาไฟ คือภูเขาที่มีช่องเปิดเชื่อมต่อกับแหล่งหินหนืดอยู่ใต้โลก เมื่อความดันใต้ดินสูงขึ้นจนทนไม่ไหว หินหนืด (แมกมา) จะปะทุขึ้นมาที่ผิวโลก เรียกว่า การปะทุของภูเขาไฟ
  • สิ่งที่ปะทุออกมา ได้แก่ ลาวา (หินหนืดที่ถึงผิวโลก) · เถ้าถ่านและฝุ่นภูเขาไฟ · เศษหิน · และ แก๊ส บางชนิด
  • ภูเขาไฟมักเกิดบริเวณที่ แผ่นเปลือกโลกชนกันหรือแยกจากกัน จึงพบมากตามแนวขอบของแผ่นเปลือกโลก
  • หลังปะทุ ภูเขาไฟมักมีรูปทรงเป็น กรวย และในบริเวณนั้นอาจมี น้ำพุร้อน หรือ บ่อน้ำร้อน เพราะยังมีความร้อนใต้ดินอยู่
  • ภูเขาไฟมีพลัง หมายถึงยังปะทุได้อยู่ · ภูเขาไฟที่ดับแล้ว หมายถึงหยุดปะทุมานานมาก — ประเทศไทยไม่มีภูเขาไฟที่ยังมีพลังในปัจจุบัน แต่มีร่องรอยของภูเขาไฟที่ดับแล้วอยู่หลายแห่ง
  • ประโยชน์ — เถ้าถ่านภูเขาไฟทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ · แหล่งแร่ธาตุและหินที่แข็งแรง · พลังงานความร้อนใต้พิภพ · แหล่งท่องเที่ยว
  • โทษ — ลาวาไหลทับบ้านเรือนและพืชผล เถ้าถ่านและฝุ่นทำให้อากาศเสียและการบินหยุดชั่วคราว เศษหินและโคลนถล่มจากภูเขาไฟเป็นอันตรายต่อพื้นที่ใกล้เคียง

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • ทำไมดินบริเวณเชิงภูเขาไฟจึงมักอุดมสมบูรณ์ — เพราะเถ้าถ่านและเศษหินจากภูเขาไฟสลายตัวเป็นแร่ธาตุที่พืชใช้ได้ จึงปลูกพืชได้ผลดี
  • เกษตรกรที่อาศัยอยู่เชิงภูเขาไฟมีพลัง ควรเตรียมตัวอย่างไร — ติดตามประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการ เตรียมหน้ากากกันฝุ่นและแว่นตา รู้เส้นทางอพยพ และพร้อมอพยพทันทีเมื่อมีประกาศ
  • เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงไม่มีภูเขาไฟที่ยังมีพลังในปัจจุบัน — เพราะประเทศไทยอยู่ห่างจากแนวที่แผ่นเปลือกโลกชนกันรุนแรง ความร้อนใต้ดินจึงไม่สูงพอจะปะทุขึ้นมาใหม่ ภูเขาไฟที่เคยมีอายุจึงดับไปหมด
  • มีบ่อน้ำร้อนในท้องถิ่น บอกอะไรได้ — บอกว่าบริเวณนั้นมีความร้อนใต้ดินอยู่ แม้จะไม่มีภูเขาไฟที่ปะทุอยู่ก็ตาม
เรื่องย่อยที่ 8

สึนามิ

องค์ความรู้

  • สึนามิ คือคลื่นทะเลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก การรบกวนมวลน้ำในทะเลอย่างรุนแรง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ แผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาดใหญ่ ส่วนสาเหตุอื่นได้แก่ ภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด และดินถล่มใต้ทะเล
  • ต่างจากคลื่นชายหาดทั่วไป — คลื่นชายหาดเกิดจากลม ในทะเลลึก สึนามิสูงเพียงไม่กี่เมตรแต่ยาวมากและเคลื่อนที่เร็วมาก เมื่อเข้าสู่เขตน้ำตื้น ความเร็วลดลงแต่คลื่นจะสูงขึ้นและซัดเข้าฝั่งเป็นกำแพงน้ำ
  • สึนามิ ไม่ได้มาเป็นลูกเดียว แต่มาเป็นชุดหลายลูก ลูกถัดไปอาจใหญ่กว่าลูกแรก จึงห้ามกลับลงไปชายฝั่งทันทีที่คลื่นลูกแรกผ่านไป
  • สัญญาณเตือนตามธรรมชาติ — รู้สึกได้ว่าแผ่นดินไหวขณะอยู่ริมหาด · เห็นน้ำทะเลลดลงผิดปกติจนเผยแนวปะการังหรือพื้นทะเล · ได้ยินเสียงดังผิดปกติจากทะเล
  • เมื่อเห็นสัญญาณ ให้ อพยพขึ้นที่สูงหรือเข้าไปในแผ่นดินให้ไกลจากชายฝั่งทันที ไม่ต้องรอประกาศ และห้ามลงไปดูด้วยความสงสัย
  • ประเทศไทยเคยเกิดสึนามิจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 สร้างความเสียหายรุนแรงแก่จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้มีการติดตั้งระบบเตือนภัยและป้ายบอกเส้นทางอพยพในพื้นที่เสี่ยง

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • อยู่ริมหาดแล้วพบว่าน้ำทะเลลดลงจนเห็นแนวปะการัง พร้อมมีเสียงดังจากทะเล — เป็นสัญญาณเตือนสึนามิ ให้รีบอพยพขึ้นที่สูงทันที ไม่ลงไปดูด้วยความสงสัย
  • ทำไมคลื่นสึนามิในทะเลลึกจึงมองเห็นได้ยาก — เพราะในทะเลลึกคลื่นมีความสูงน้อยมากเมื่อเทียบกับความยาวคลื่น เรือที่อยู่กลางทะเลจึงมักไม่รู้สึก แต่จะสูงขึ้นเมื่อเข้าฝั่งน้ำตื้น
  • หลังคลื่นสึนามิลูกแรกลดลงแล้ว กลับลงไปชายหาดได้หรือไม่ — ไม่ได้ เพราะมักมีคลื่นลูกรอง ๆ ตามมาอีกและอาจใหญ่กว่า ต้องรอจนหน่วยงานประกาศว่าปลอดภัย
  • ทำไมป้ายอพยพสึนามิจึงบอกให้ «ขึ้นที่สูง» ไม่ใช่ «วิ่งหนีไปข้างหน้า» — เพราะคลื่นเคลื่อนที่เร็วมาก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือขึ้นที่สูงพ้นระดับน้ำโดยเร็ว

ข้อควรระวัง

  • หินปูนเป็นวัตถุดิบหลักของปูนซีเมนต์และปูนขาว ส่วน แก้วทำจากทราย — ตัวลวงชอบสลับสองอย่างนี้
  • แยกประเภทหินที่ «การเกิด» ไม่ใช่ที่สีหรือความสวยงาม และ หินอ่อนเป็นหินแปร ไม่ใช่หินตะกอน แม้จะเกิดจากหินปูนซึ่งเป็นหินตะกอนก็ตาม
  • วัฏจักรหินไม่มีจุดเริ่มและจุดจบ และหินไม่ได้ต้องผ่านครบทุกขั้นตามลำดับตายตัว
  • ซากดึกดำบรรพ์ส่วนใหญ่พบในหินตะกอน ไม่ใช่หินอัคนี เพราะซากที่อยู่ในหินหนืดร้อนจะถูกทำลายไป และซากดึกดำบรรพ์เป็นเพียงหลักฐานในอดีต ไม่ได้แปลว่าสิ่งมีชีวิตนั้นยังอยู่ในบริเวณนั้นทุกวันนี้
  • สึนามิไม่ใช่คลื่นที่เกิดจากลมหรือพายุ — เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเล จึงต่างจากคลื่นชายหาดทั่วไป และมาเร็วกว่าที่คิด
  • แผ่นดินไหวและภูเขาไฟทำนายวันเวลาได้ยาก — ให้ติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการเท่านั้น ไม่เชื่อหรือส่งต่อข่าวลือ

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/วิทยาศาสตร์.csv
  • ตัวชี้วัด ป.6: ว 3.2 ป.6/1 · ว 3.2 ป.6/2 · ว 3.2 ป.6/3 · ว 3.2 ป.6/6 · ว 3.2 ป.6/7 (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://drive.google.com/open?id=1_ALwE9xuCL3Fjet3XI4gYjBj8p_1zLaA
  • หน้าฮับหลักสูตรทางการ สพฐ.: https://academic.obec.go.th/web/news/view/75

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?