กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
วิทยาศาสตร์ระดับ ป.4–ป.6ว 1.2

ร่างกายมนุษย์

อ่านทำไม

ร่างกายคนทำงานเป็นระบบ ทุกอวัยวะจึงพึ่งพากัน — ย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร หายใจเพื่อให้ได้แก๊สออกซิเจน เลือดลำเลียงทั้งสองสิ่งไปถึงทุกเซลล์ แล้วขับของเสียออก หัวข้อนี้คือเรื่องที่ข้อสอบเข้า ม.1 ระบุว่า «ออกแน่นอนทุกปี» และติวเตอร์ยังเน้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อมหลายระบบเข้าด้วยกัน เด็กมักจำชื่ออวัยวะได้ แต่สลับหน้าที่ สลับทิศทางเลือด และสับสนระหว่าง «การหายใจ» ของปอดกับ «การหายใจระดับเซลล์» ที่เกิดในเซลล์

เรื่องย่อยที่ 1

ระบบย่อยอาหาร

องค์ความรู้

  • ระบบย่อยอาหาร คือกลุ่มอวัยวะที่ทำงานร่วมกันเพื่อย่อยอาหารให้เล็กลง และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย
  • เส้นทางของอาหาร เรียงตามลำดับ ปาก → หลอดอาหาร → กระเพาะอาหาร → ลำไส้เล็ก → ลำไส้ใหญ่ → ทวารหนัก · ตับ และ ตับอ่อน เป็นอวัยวะช่วยย่อยที่ส่งน้ำย่อยเข้าลำไส้เล็ก ไม่อยู่ในเส้นทางตรง
  • การย่อยมี 2 แบบ — การย่อยเชิงกล (ฟันบดเคี้ยว และกล้ามเนื้อบีบตัว ไม่เกิดสารใหม่) กับการย่อยเชิงเคมี (ย่อยด้วย เอนไซม์ ทำให้โมเลกุลเล็กลง เป็นสารใหม่)
อวัยวะ หน้าที่หลัก
ปาก ฟันบดเคี้ยว · ลิ้นคลุกเคล้าอาหารกับน้ำลาย · น้ำลายมีเอนไซม์ ย่อยแป้ง ให้เป็นน้ำตาล
หลอดอาหาร ลำเลียง อาหารไปกระเพาะอาหาร ไม่ย่อย
กระเพาะอาหาร ย่อย โปรตีน ด้วยกรดและเอนไซม์ (ดู sc-human-06)
ตับ สร้าง น้ำดี ส่งไปลำไส้เล็ก ช่วยให้ไขมันแตกตัว
ตับอ่อน สร้างน้ำย่อยที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่งไปลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก ที่ดูดซึมสารอาหารเป็นหลัก ผนังมีส่วนยื่นเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มพื้นที่ดูดซึม (ดู sc-human-07)
ลำไส้ใหญ่ ดูดน้ำและเกลือแร่ กลับคืน ส่วนที่เหลือเป็นกากอาหาร
ทวารหนัก ขับกากอาหารออกจากร่างกาย
  • แนวทางดูแลระบบย่อยอาหาร — เคี้ยวอาหารให้ละเอียด · กินตรงเวลา ไม่ปล่อยให้หิวนานหรือกินจุเกินไป · เลือกอาหารที่สะอาดปรุงสุกและล้างมือก่อนกิน · ลดอาหารรสจัด ของมัน และน้ำอัดลม · ดื่มน้ำให้พอและกินผักผลไม้ที่มีใยอาหาร · ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้พอ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • กินข้าวแล้วแป้งถูกย่อยและดูดซึมที่ใด — เริ่มย่อยที่ปากด้วยน้ำลาย ย่อยต่อที่ลำไส้เล็ก แล้วถูกดูดซึมเป็นหลักที่ ลำไส้เล็ก
  • เพราะเหตุใดหลอดอาหารจึงไม่ใช่ที่ย่อยอาหาร — ผนังกล้ามเนื้อของหลอดอาหารบีบไล่อาหารลงกระเพาะเท่านั้น ไม่มีเอนไซม์ย่อยอาหาร
  • ไขมันถูกย่อยอย่างไร — ตับสร้างน้ำดีมาช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ แล้วตับอ่อนส่งเอนไซม์มาย่อยให้เล็กลงที่ลำไส้เล็ก
  • ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำผิดปกติจะเกิดอะไร — ดูดน้ำน้อยไปทำให้อุจจาระเหลว (ท้องเสีย) · ดูดน้ำมากไปทำให้กากอาหารแข็ง (ท้องผูก)

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[ปาก<br/>บดเคี้ยว · น้ำลายย่อยแป้ง] --> B[หลอดอาหาร<br/>ลำเลียง]
    B --> C[กระเพาะอาหาร<br/>ย่อยโปรตีน]
    C --> D[ลำไส้เล็ก<br/>ย่อยต่อ · ดูดซึมหลัก]
    L[ตับ<br/>สร้างน้ำดี] -.-> D
    P[ตับอ่อน<br/>ส่งน้ำย่อย] -.-> D
    D --> E[ลำไส้ใหญ่<br/>ดูดน้ำและเกลือแร่]
    E --> F[ทวารหนัก<br/>ขับกากอาหาร]

คำบรรยายภาพ: แผนผังเส้นทางของอาหารในระบบย่อยอาหาร เริ่มจากปากผ่านหลอดอาหารไปกระเพาะอาหาร แล้วเข้าลำไส้เล็กซึ่งเป็นจุดดูดซึมหลัก โดยมีตับและตับอ่อนส่งน้ำย่อยเข้ามาช่วย จากนั้นเข้าลำไส้ใหญ่เพื่อดูดน้ำและเกลือแร่ ก่อนขับออกทางทวารหนัก

เรื่องย่อยที่ 2

ระบบหายใจ

องค์ความรู้

  • ระบบหายใจ ทำหน้าที่นำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก
  • เส้นทางของอากาศ จมูก → คอหอย → หลอดลม → หลอดลมฝอย → ถุงลม ในปอด
  • จมูก กรองฝุ่น อุ่นอากาศ และเพิ่มความชื้นก่อนส่งต่อไปปอด · การหายใจทางจมูกจึงดีกว่าทางปาก
  • การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดที่ถุงลม — ถุงลมมีผนังบางมากและมีหลอดเลือดฝอยล้อมรอบ แก๊สออกซิเจนในถุงลมซึมเข้าสู่เลือด ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดซึมออกมาที่ถุงลม แล้วถูกขับออกขณะหายใจออก
  • การหายใจเข้า–ออก อาศัยกะบังลมและกระดูกซี่โครง — หายใจเข้า: กะบังลมแบนลง กระดูกซี่โครงยกขึ้น ช่องอกกว้างขึ้น อากาศจึงไหลเข้า · หายใจออก: กะบังลมยกขึ้น กระดูกซี่โครงลดลง ช่องอกแคบลง อากาศจึงถูกดันออก
  • ช่วงที่หายใจเร็วขึ้นตามธรรมชาติ — ขณะออกกำลังกาย ขึ้นบันได ตื่นเต้น หรือมีไข้ เพราะเซลล์ต้องการแก๊สออกซิเจนและต้องกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น
  • การดูแลระบบหายใจ — ไม่อยู่ในที่ที่มีควันหรือฝุ่น · ไม่สูบหรืออยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่ · ออกกำลังกายสม่ำเสมอ · รักษาความสะอาดของจมูกในวันที่อากาศแห้งและมีฝุ่นมาก

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • หายใจเข้าลึก ๆ แล้วช่องอกขยายเพราะเหตุใด — เพราะกะบังลมแบนลงและกระดูกซี่โครงยกขึ้น ทำให้ช่องอกกว้างขึ้น อากาศจึงไหลเข้าเติมเต็มปอด
  • แก๊สใดซึมเข้าสู่เลือดที่ถุงลม และแก๊สใดซึมออกจากเลือด — แก๊สออกซิเจนซึมเข้าสู่เลือดเพื่อพาไปเลี้ยงเซลล์ ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เซลล์ขับออกมาซึมออกจากเลือดเข้าสู่ถุงลมแล้วถูกหายใจออก
  • เพราะเหตุใดจึงไม่ควรหายใจทางปากเป็นประจำ — ทางปากไม่มีขนเล็กสำหรับกรองฝุ่น และไม่ได้ปรับอากาศให้อบอุ่นและชื้น อากาศที่แห้งและเย็นจึงระคายทางเดินหายใจได้ง่าย
  • วิ่งรอบสนามแล้วหายใจเร็วและลึกขึ้นเพราะเหตุใด — กล้ามเนื้อใช้แก๊สออกซิเจนมากขึ้นและปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ร่างกายจึงต้องเพิ่มอัตราการหายใจเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สให้ทันความต้องการ
เรื่องย่อยที่ 3

ระบบหมุนเวียนเลือด

องค์ความรู้

  • ระบบหมุนเวียนเลือด ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด และ เลือด ทำหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจน สารอาหาร ของเสีย และควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  • หัวใจมี 4 ห้อง — ห้องบน 2 ห้องทำหน้าที่ รับเลือดเข้าหัวใจ · ห้องล่าง 2 ห้องทำหน้าที่ สูบเลือดออกจากหัวใจ
  • หลอดเลือดมี 3 ชนิด — หลอดเลือดแดงนำเลือด ออกจากหัวใจ ไปสู่ส่วนต่าง ๆ (เลือดในนี้มีแก๊สออกซิเจนสูง ยกเว้นเส้นที่ไปปอด) · หลอดเลือดดำนำเลือดจากส่วนต่าง ๆ กลับเข้าหัวใจ · หลอดเลือดฝอยเป็นเส้นเล็กมากที่แทรกอยู่ในเนื้อเยื่อทุกส่วน เป็นที่แลกเปลี่ยนแก๊สและสารอาหารกับเซลล์
  • เลือดประกอบด้วย น้ำเลือด (ของเหลวที่พาสารต่าง ๆ) · เม็ดเลือดแดง (มีสารฮีโมโกลบินที่พาแก๊สออกซิเจน ต้องใช้ธาตุเหล็กในการสร้าง) · เม็ดเลือดขาว (ต่อสู้เชื้อโรค) · เกล็ดเลือด (ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดแผล)
  • เลือดไหลเวียนเป็นสองวงจร — วงจรผ่านปอด: หัวใจ → ปอด (รับแก๊สออกซิเจน ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์) → กลับเข้าหัวใจ · วงจรไปร่างกาย: หัวใจ → เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย → กลับเข้าหัวใจ
  • การดูแล — กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ผักใบเขียว · ลดอาหารมันจัดและเค็มจัด · ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • เลือดจากปอดมีแก๊สใดมากกว่าเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ — เลือดที่ออกจากปอดมี แก๊สออกซิเจน สูง เพราะเพิ่งรับแก๊สออกซิเจนมาจากถุงลม ส่วนเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้มอบแก๊สออกซิเจนให้เซลล์จนเหลือน้อย
  • ทำไมเลือดจึงไปเลี้ยงทุกเซลล์ได้ — เพราะหลอดเลือดฝอยแทรกอยู่ทั่วเนื้อเยื่อ ทุกเซลล์จึงอยู่ใกล้หลอดเลือดฝอยที่พอจะรับแก๊สออกซิเจนและสารอาหารได้
  • เมื่อเป็นแผลแล้วเลือดหยุดด้วยเหตุใด — เกล็ดเลือดรวมตัวที่แผลและช่วยให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน ปิดรอยฉีกขาดของหลอดเลือด
  • ทำไมจึงควรได้อาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอ — เพราะธาตุเหล็กใช้สร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าได้น้อยจะซีด อ่อนเพลีย เพราะเลือดพาแก๊สออกซิเจนได้น้อยลง
เรื่องย่อยที่ 4

ระบบขับถ่าย

องค์ความรู้

  • ระบบขับถ่าย ทำหน้าที่กำจัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการทำงานของเซลล์ออกจากร่างกาย

  • ของเสียและอวัยวะที่กำจัด — ไต กรองของเสียและน้ำส่วนเกินในเลือดออกมาเป็น ปัสสาวะ · ผิวหนัง ขับน้ำ เกลือแร่ และของเสียบางส่วนออกมาเป็น เหงื่อ พร้อมช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย · ปอด ขับ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำขณะหายใจออก · ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ขับ กากอาหาร ที่ร่างกายย่อยและดูดซึมไม่ได้

  • เส้นทางของปัสสาวะ — ไตกรองเลือดออกเป็นปัสสาวะ → ท่อไต → กระเพาะปัสสาวะ (พักปัสสาวะไว้) → ท่อปัสสาวะ ขับออก

  • ไตมี 2 ข้าง ทำหน้าที่กรองเลือดตลอดเวลา ทั้งที่เราไม่ได้สั่งให้ทำงาน

  • การดูแลระบบขับถ่าย — ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง · ไม่กลั้นปัสสาวะ · ลดอาหารเค็มจัดและหวานจัดเพื่อถนอมไต · รักษาความสะอาดของร่างกายเพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าทางท่อปัสสาวะ · ถ้าปัสสาวะมีสีผิดปกติหรือปวดขณะขับถ่าย ควรบอกผู้ใหญ่และพบแพทย์

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • ปัสสาวะผ่านทางใดจึงออกจากร่างกาย — ไตกรองของเสียออกมาเป็นปัสสาวะ ส่งผ่านท่อไตไปพักที่กระเพาะปัสสาวะ แล้วขับออกทางท่อปัสสาวะ
  • ทำไมปัสสาวะจึงมีสีเข้มขึ้นเมื่อดื่มน้ำน้อย — เพราะของเสียปนอยู่ในน้ำปริมาณน้อยลงจึงเข้มข้นขึ้น สีของปัสสาวะจึงเป็นสัญญาณเตือนว่าเราควรดื่มน้ำเพิ่ม
  • เหงื่อจัดเป็นของเสียได้อย่างไร — เหงื่อมีน้ำ เกลือแร่ และของเสียบางส่วนปนออกมา การขับเหงื่อจึงเป็นการกำจัดของเสียไปด้วย พร้อมทั้งช่วยระบายความร้อนให้ร่างกาย
  • เหตุใดจึงไม่ควรกลั้นปัสสาวะนาน ๆ — ปัสสาวะจะคั่งในกระเพาะปัสสาวะและเพิ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
เรื่องย่อยที่ 5

จังหวะชีพจรและการสูบฉีดเลือด

องค์ความรู้

  • ชีพจร คือจังหวะการเต้นของหัวใจที่รับรู้ได้ผ่านผนัง หลอดเลือดแดง จึงมีตำแหน่งที่คลำได้ชัด เช่น ด้านนิ้วหัวแม่มือของข้อมือ ด้านข้างของคอ และข้อพับแขน
  • ชีพจรตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจเสมอ ถ้าหัวใจเต้น 80 ครั้งใน 1 นาที ก็จับชีพจรได้ 80 ครั้งใน 1 นาที
  • วิธีจับชีพจร — วางปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบา ๆ ตรงแนวหลอดเลือดแดง ไม่ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือ เพราะที่นิ้วหัวแม่มือมีชีพจรของตัวเอง อาจนับสับสน จากนั้นนับจำนวนครั้งใน 1 นาที (หรือนับ 30 วินาทีแล้วคูณ 2)
  • การสูบฉีดเลือดของหัวใจ เป็นจังหวะ — หัวใจ บีบตัว ดันเลือดออกไปตามหลอดเลือดแดง แล้ว คลายตัว รับเลือดกลับเข้าห้องบน
  • ชีพจรเปลี่ยนตามสภาพร่างกาย — เด็กเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ · ขณะออกกำลังกาย ตื่นเต้น หรือมีไข้ หัวใจเต้นเร็วขึ้น · ขณะพักผ่อนหรือหลับ เต้นช้าลง · คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อหัวใจจะแข็งแรงขึ้นและสูบเลือดได้แรงขึ้นโดยเต้นช้าลงได้
  • การดูแลหัวใจ — ออกกำลังกายสม่ำเสมอ · กินผักผลไม้และอาหารที่มีไขมันน้อย · นอนหลับให้พอ · ไม่เครียดสะสม เพราะหัวใจต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • นับชีพจร 30 วินาทีได้ 45 ครั้ง ใน 1 นาทีชีพจรเท่าใด — 45×2=9045 \times 2 = 90 ครั้งต่อนาที
  • เพราะเหตุใดจึงไม่ควรใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือกดจับชีพจร — เพราะที่นิ้วหัวแม่มือมีชีพจรของตัวเอง จะรู้สึกเป็นสองจังหวะปนกัน นับผิดได้
  • นับชีพจรตอนพักกับหลังจากวิ่ง 30 วินาที ผลต่างบอกอะไร — หลังวิ่งชีพจรสูงขึ้น เพราะกล้ามเนื้อต้องการแก๊สออกซิเจนมากขึ้น หัวใจจึงสูบเลือดเร็วขึ้นเพื่อส่งแก๊สออกซิเจนให้ทัน
  • ทำไมนักกีฬาจึงมีชีพจรตอนพักช้ากว่าคนทั่วไป — เพราะกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น สูบเลือดได้ครั้งละมากกว่าเดิม จึงไม่ต้องเต้นถี่เท่าคนทั่วไป
เรื่องย่อยที่ 6

การย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหาร

องค์ความรู้

  • โปรตีน พบในเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว และเต้าหู้ เป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน ใช้ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยการเจริญเติบโต
  • โปรตีนเริ่มถูกย่อยที่กระเพาะอาหาร ไม่ใช่ที่ปาก เพราะน้ำลายในปากมีเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง ไม่ได้ย่อยโปรตีน
  • ผนังกระเพาะหลั่ง น้ำย่อย ที่มีทั้งกรดและเอนไซม์ ช่วยให้โมเลกุลโปรตีนที่ยังก้อนใหญ่แตกออกเป็นชิ้นเล็กลง
  • ผนังด้านในกระเพาะมีเยื่อเมือกเคลือบอยู่ จึงไม่ถูกกรดกัดให้เป็นแผลเอง
  • กล้ามเนื้อผนังกระเพาะ บีบตัว เพื่อคลุกเคล้าอาหารกับน้ำย่อยจนเป็นของเหลว แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก
  • โปรตีนที่ยังย่อยไม่หมดจะถูกย่อยต่อที่ ลำไส้เล็ก ด้วยน้ำย่อยจากตับอ่อน จนเล็กลงพอที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ (ดู sc-human-07)

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • กินไข่ต้มแล้วโปรตีนเริ่มย่อยที่ใด — ที่กระเพาะอาหาร เพราะกระเพาะเป็นอวัยวะแรกที่มีน้ำย่อยสำหรับโปรตีน
  • เพราะเหตุใดกระเพาะจึงไม่ย่อยผนังของตัวเอง — เพราะผนังด้านในมีเยื่อเมือกเคลือบไว้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้กรดกัดผนังกระเพาะเอง
  • เคี้ยวอาหารไม่ละเอียดมีผลต่อกระเพาะอย่างไร — กระเพาะต้องบีบตัวนานขึ้นและทำงานหนักขึ้น กว่าจะย่อยอาหารให้เล็กลง และอาจรู้สึกอึดอัดหรือท้องอืดง่าย
  • ถ้ากินอาหารรสจัดหรือเปรี้ยวจัดเป็นประจำจะเกิดอะไร — เป็นการเพิ่มภาระให้กระเพาะและเยื่อเมือกที่เคลือบผนัง อาจเกิดอาการปวดท้องหรือกระเพาะอักเสบได้
เรื่องย่อยที่ 7

การดูดซึมสารอาหาร (น้ำตาลไปหลอดเลือด ไขมันไปท่อน้ำเหลือง)

องค์ความรู้

  • การดูดซึม คือการที่สารอาหารที่ย่อยจนเล็กลงผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย · เกิดที่ ลำไส้เล็ก เป็นหลัก
  • ผนังด้านในของลำไส้เล็กมี ส่วนยื่นเล็ก ๆ จำนวนมาก เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับดูดซึม และภายในส่วนยื่นนั้นมี หลอดเลือดฝอย กับ ท่อน้ำเหลือง อยู่ด้วย
  • น้ำตาลและสารอาหารที่ละลายน้ำ — ถูกดูดซึมเข้าหลอดเลือดฝอย → ไหลไปกับเลือด → ผ่าน ตับ ซึ่งเป็นด่านแรกที่เก็บและปรับระดับของสารอาหาร → แล้วเลือดจึงลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
  • ไขมัน — ถูกดูดซึมเข้าสู่ ท่อน้ำเหลือง ก่อน แล้วจึงถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดอีกต่อหนึ่ง วิตามินที่ละลายในไขมันไปทางเดียวกับไขมัน
  • น้ำ เกลือแร่ และวิตามินบางส่วน ที่เหลือถูกดูดซึมกลับที่ ลำไส้ใหญ่ ส่วนที่เหลือเป็นกากอาหารแล้วขับออกทางทวารหนัก
  • ถ้าลำไส้เล็กเสียหายหรือถูกตัดออกบางส่วน การดูดซึมสารอาหารจะลดลง ร่างกายอาจได้สารอาหารไม่พอ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • กินข้าวสวยแล้วน้ำตาลไปถึงกล้ามเนื้อได้อย่างไร — แป้งในข้าวถูกย่อยจนเป็นน้ำตาลที่ลำไส้เล็ก → ดูดซึมเข้าหลอดเลือดฝอย → เลือดพาไปที่ตับแล้วลำเลียงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ
  • เพราะเหตุใดไขมันจึงไม่เข้าสู่เลือดโดยตรง — เพราะไขมันไม่ละลายในน้ำจึงดูดซึมเข้าท่อน้ำเหลืองก่อน แล้วจึงถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดอีกระยะหนึ่ง
  • ทำไมอาหารที่ยังย่อยไม่หมดจึงไม่ถูกดูดซึม — โมเลกุลยังใหญ่เกินกว่าจะผ่านผนังลำไส้ได้ จึงต้องถูกย่อยให้เล็กลงก่อน
  • หลังผ่าตัดตัดลำไส้เล็กออกบางส่วน ผู้ป่วยจะต้องระวังเรื่องใด — ต้องระวังเรื่องการได้สารอาหารไม่ครบ ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายและติดตามคำแนะนำของแพทย์
เรื่องย่อยที่ 8

การหายใจระดับเซลล์

องค์ความรู้

  • การหายใจระดับเซลล์ คือกระบวนการที่ เซลล์ ปลดปล่อยพลังงานจากน้ำตาล โดยใช้แก๊สออกซิเจนที่เลือดนำส่งมาจากปอด
  • สิ่งที่ต้องใช้ — น้ำตาลที่ได้จากอาหาร + แก๊สออกซิเจนที่ได้จากการหายใจเข้า
  • สิ่งที่ได้ — พลังงาน ที่เซลล์นำไปใช้ และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กับ น้ำ ซึ่งเป็นของเสียที่เลือดพากลับไปขับออกที่ปอด
  • เกิดที่เซลล์ทุกเซลล์ โดยพบว่า ไมโทคอนเดรีย เป็นส่วนที่ปลดปล่อยพลังงาน (ดู sc-cell-02)
  • ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ทั้งตอนตื่นและหลับ · ถ้าเซลล์ขาดแก๊สออกซิเจนนาน ๆ จะได้พลังงานไม่พอและอาจตายได้
  • ต้องแยกให้ออก — «การหายใจเข้า–ออก» เป็นการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด · «การหายใจระดับเซลล์» เป็นปฏิกิริยาที่เกิดภายในเซลล์ สองอย่างนี้ทำคนละหน้าที่ แต่ต้องพึ่งพากัน จึงเปรียบเทียบได้ว่าปอดเป็นประตูระบายอากาศของร่างกาย ส่วนการหายใจระดับเซลล์คือการปลดปล่อยพลังงานจากเชื้อเพลิงในเซลล์

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • เพราะเหตุใดออกกำลังกายนาน ๆ จึงหายใจเร็วและลึกขึ้น — กล้ามเนื้อกำลังหายใจระดับเซลล์ในอัตราสูงขึ้นเพื่อให้ได้พลังงาน จึงใช้แก๊สออกซิเจนมากและปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก ปอดจึงต้องเพิ่มจังหวะในการแลกเปลี่ยน
  • ขึ้นไปอยู่บนภูเขาสูงที่มีอากาศเบาบาง จะรู้สึกอย่างไร เพราะเหตุใด — จะหายใจเร็วและแรงขึ้น เพราะในอากาศมีแก๊สออกซิเจนเบาบางกว่าเดิม ร่างกายจึงต้องเพิ่มจังหวะหายใจเพื่อให้ได้แก๊สออกซิเจนแก่เซลล์ครบตามที่ต้องใช้ในการหายใจระดับเซลล์
  • ถ้าเราอุดจมูกและกลั้นหายใจ เซลล์ยังหายใจระดับเซลล์อยู่ไหม — ยังเกิดต่อได้ระยะสั้น ๆ เพราะยังมีแก๊สออกซิเจนค้างในเลือดและปอดอยู่บ้าง แต่จะได้พลังงานลดลงและทนได้ไม่นาน
  • พืชหายใจระดับเซลล์ทั้งกลางวันและกลางคืนหรือไม่ — ใช่ พืชก็ต้องปลดปล่อยพลังงานเช่นกัน ต่างกันที่พืชสร้างอาหารเองด้วยการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งต้องมีแสง (ดู sc-plant-02)

ข้อควรระวัง

  • ที่ดูดซึมสารอาหารหลักคือลำไส้เล็ก ไม่ใช่กระเพาะอาหาร — กระเพาะอาหารย่อยและคลุกเคล้าอาหารเท่านั้น
  • น้ำลายย่อย «แป้ง» · กระเพาะย่อย «โปรตีน» · ลำไส้เล็กย่อยต่อและดูดซึม — อย่าสลับว่าปากเป็นที่เริ่มย่อยโปรตีน
  • ตับ กับ ตับอ่อน คนละอวัยวะ — ตับสร้างน้ำดี · ตับอ่อนสร้างและส่งน้ำย่อย
  • หลอดเลือดแดงนำเลือดออกจากหัวใจ ส่วนหลอดเลือดดำนำเลือดเข้าหัวใจ — เกณฑ์ที่ถูกต้องคือทิศทางการไหล ไม่ใช่สีของเลือด · และชีพจรที่จับได้ตรงหลอดเลือดแดงคือจังหวะการเต้นของหัวใจ จึงต้องจับด้วยปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ไม่ใช่ปลายนิ้วหัวแม่มือ
  • การหายใจเข้า–ออกกับการหายใจระดับเซลล์คนละเรื่อง — ปอดแลกเปลี่ยนแก๊ส · เซลล์ปลดปล่อยพลังงานจากน้ำตาลโดยใช้แก๊สออกซิเจน
  • ไขมันถูกดูดซึมเข้าท่อน้ำเหลืองก่อนเข้าสู่เลือด — ข้อสอบชอบให้ตอบว่าน้ำตาลและไขมันไปทางเดียวกัน

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/วิทยาศาสตร์.csv (ลำดับ 16–23)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ว 1.2 ป.6/4 (ระบบย่อยอาหาร การย่อย และการดูดซึมสารอาหาร) · ว 1.2 ป.6/5 (แนวทางดูแลรักษาอวัยวะในระบบย่อยอาหาร) — ../_ref/p6-indicators.md
  • แหล่งติวเตอร์ยืนยันว่าระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบขับถ่าย «ออกแน่นอนทุกปี» และ «เน้นเป็นพิเศษ»: [WEBRAIN] [TUTORWA] [MONKEY] [SOMPOI] [EWER] [CT-SCI] [CHBOOK] [THEDU] — ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์.md §2.1 ข้อ 5
  • «จังหวะชีพจรและการสูบฉีดเลือด» · «การย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหาร» · «การดูดซึมสารอาหาร» · «การหายใจระดับเซลล์» มีแหล่งยืนยันเดียว [CT-EXAM] จึงเขียนเฉพาะหลักการมาตรฐานที่ตรงกับตัวชี้วัด ป.6 ข้อ 4 · เรื่องย่อย sc-human-05 ถึง sc-human-08 ต้องหาแหล่งยืนยันเพิ่มก่อนใช้ตั้งข้อสอบ
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://drive.google.com/open?id=1_ALwE9xuCL3Fjet3XI4gYjBj8p_1zLaA (สืบค้น 17 ต.ค. 2569)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?