กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
สังคมศึกษาระดับ ป.4–ป.6ส 3.1

บทบาทของผู้ผลิตและผู้บริโภค

อ่านทำไม

ในหนึ่งวัน เด็ก ป.6 ได้เป็น «ผู้บริโภค» หลายครั้ง ทั้งซื้อขนม ซื้อดินสอ และใช้บริการรถรับจ้าง และบางคนก็เป็น «ผู้ผลิต» ตัวเล็ก ๆ ด้วย เช่น ขายผักที่บ้านปลูกหรือขนมที่ทำเองในงานโรงเรียน หัวข้อนี้จึงสอนให้รู้ว่า «คนทำของ» กับ «คนซื้อของ» ผูกกันด้วยความไว้ใจ — ฝ่ายหนึ่งต้องทำของที่มีคุณภาพและบอกความจริง อีกฝ่ายหนึ่งต้องคิดก่อนซื้อ ไม่หลงคำโฆษณา ข้อสอบเข้า ม.1 ชอบยกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันมาให้ตัดสินว่าใครทำถูกและเพราะเหตุใด ทักษะนี้ยังต่อไปสู่การเป็นพลเมืองที่ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

เรื่องย่อยที่ 1

บทบาทและความรับผิดชอบของผู้ผลิต

องค์ความรู้

  • ผู้ผลิต คือบุคคลหรือกลุ่มคนที่ทำสินค้าและบริการออกมาเพื่อขาย เช่น ชาวนา ชาวสวน กลุ่มแม่บ้านทำขนม โรงงานผลิตรองเท้า
  • สินค้า คือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น ข้าวสาร สมุด รองเท้า · บริการ คืองานที่ทำให้เราโดยไม่มีสิ่งของเป็นชิ้น เช่น ตัดผม ซ่อมรถ ส่งพัสดุ — ผู้ที่ให้บริการก็ถือเป็นผู้ผลิตด้วย
  • ผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ ทำหน้าที่ 5 ด้าน ดังตาราง
ด้าน สิ่งที่ผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบทำ ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไร
ความถูกต้องตามกฎหมาย ผลิตและขายของที่ถูกกฎหมาย มีใบอนุญาต ไม่ผลิตของผิดกฎหมาย อาจถูกปรับ ถูกจับ และผู้ซื้อได้ของที่ผิดกฎหมาย
ความปลอดภัย เลือกวัตถุดิบที่สะอาดและใหม่ ปรุงสุก ผลิตในที่ถูกสุขลักษณะ ไม่ใส่สารอันตราย ผู้ซื้ออาจเจ็บป่วยหรือได้รับอันตราย
การบอกข้อมูลที่จริง บอกข้อมูลบนฉลากให้ครบ ชื่อสินค้า ปริมาณ ส่วนผสม วันผลิต วันหมดอายุ วิธีใช้ และชื่อผู้ผลิต ผู้ซื้อตัดสินใจผิดพลาด อาจกินของหมดอายุโดยไม่รู้
ราคาและคุณภาพเป็นธรรม ตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพและปริมาณ ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และทำให้ได้ตามที่โฆษณาไว้ ผู้ซื้อเสียเปรียบ หมดความไว้ใจ
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่ทิ้งน้ำเสียหรือขยะจากกระบวนการผลิตลงแหล่งน้ำและชุมชน จ่ายภาษีตามที่กฎหมายกำหนด สิ่งแวดล้อมและชุมชนเดือดร้อน
  • เมื่อสินค้ามีปัญหาที่เกิดจากผู้ผลิต เช่น ขนมหมดอายุทั้งที่ยังไม่ถึงวันที่กำหนด รองเท้าใหม่ชำรุด ผู้ผลิตหรือร้านค้าต้องยอมรับผิดชอบ รับคืน หรือเปลี่ยนให้ตามที่ประกาศไว้
  • ฉลาก คือบัตรประจำตัวของสินค้า ผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบต้องให้ข้อมูลจริงและครบถ้วน ไม่พูดเกินจริงในโฆษณา เช่น อ้างว่ากินแล้วสูงขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์
  • ผู้ผลิตมีทั้งรายเล็กและรายใหญ่ — แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งกับโรงงานผลิตรองเท้าต้องมีความรับผิดชอบเหมือนกัน ต่างกันแค่ขนาดของงาน
  • ผู้ผลิตที่ซื่อตรงทำกำไรได้อย่างยั่งยืน เพราะผู้ซื้อกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งควรทำอะไรให้ถือว่ามีความรับผิดชอบ — ใช้วัตถุดิบสด ปรุงให้สุก ปิดฝาอาหารกันแมลงและฝุ่น ล้างมือและใส่ถุงมือ ไม่ใส่สีหรือสารกันบูดเกินขนาด ตั้งราคาชัดเจน และทิ้งเศษอาหารในถังที่ปิดมิดชิด
  • โรงงานทิ้งน้ำเสียลงคลองหน้าหมู่บ้าน ถือว่าผิดตรงไหน — ผิดด้านความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะทำให้คนในชุมชนเดือดร้อนและทำลายแหล่งน้ำ ต้องบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้ง
  • ทำไมซองขนมทุกซองจึงต้องมีวันหมดอายุ — เพราะผู้ซื้อจะได้รู้ว่ากินได้ถึงเมื่อไร อาหารที่เลยวันหมดอายุอาจบูดเสียและเป็นอันตราย เป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตมีหน้าที่บอก
  • ผู้ผลิตต้องจ่ายภาษีไปทำไม — เพราะรัฐนำเงินภาษีไปสร้างถนน โรงพยาบาล และโรงเรียนที่ทุกคนในชุมชนใช้ร่วมกัน การจ่ายภาษีจึงเป็นการรับผิดชอบต่อส่วนรวม (ดูรายละเอียดบทบาทของรัฐบาลที่ so-market.md หัวข้อ so-market-02)

ภาพและไดอะแกรม

mindmap
  root((บทบาทและความรับผิดชอบของผู้ผลิต))
    ผลิต
      ถูกต้องตามกฎหมาย
      สะอาดและปลอดภัย
      ได้คุณภาพตามที่บอก
    ขาย
      บอกข้อมูลจริงบนฉลาก
      ตั้งราคาเป็นธรรม
      ไม่โฆษณาเกินจริง
    รับผิดชอบ
      รับคืนหรือแก้ไขเมื่อมีปัญหา
      จ่ายภาษี
      ไม่ทิ้งขยะและน้ำเสียลงชุมชน

คำบรรยายภาพ: แผนภาพความคิดรวบรวมหน้าที่ของผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ด้านการผลิต ด้านการขาย และด้านความรับผิดชอบต่อผู้ซื้อและส่วนรวม ในแต่ละกลุ่มแสดงพฤติกรรมที่ผู้ผลิตที่ดีควรทำ

ภาพเปรียบเทียบผู้ผลิตที่รับผิดชอบกับผู้ผลิตที่ขาดความรับผิดชอบ

คำบรรยายภาพ: ภาพเปรียบเทียบ ด้านซ้ายเป็นผู้ผลิตที่ทำอาหารในที่สะอาด ติดฉลากพร้อมวันหมดอายุและข้อมูลครบถ้วน ด้านขวาเป็นผู้ผลิตที่วางอาหารในที่สกปรกและเขียนโฆษณาเกินจริง ซึ่งทำให้ผู้ซื้อเสียเปรียบและเสี่ยงได้รับอันตราย

เรื่องย่อยที่ 2

บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน

องค์ความรู้

  • ผู้บริโภค คือผู้ที่ซื้อหรือใช้สินค้าและบริการเพื่อตอบความต้องการของตัวเองและครอบครัว
  • ผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน คือผู้ที่ตัดสินใจซื้อโดยใช้ข้อมูลและเหตุผล ไม่ซื้อตามความอยากเพียงอย่างเดียว
  • ก่อนซื้อ ควรทำ 4 อย่าง
    1. ถามตัวเองก่อนว่าจำเป็นจริงหรือไม่ — ของที่อยากได้ไม่เท่ากับของที่จำเป็นต้องมี ถ้ายังไม่จำเป็นก็เก็บเงินไว้ก่อน
    2. เทียบราคา ปริมาณ และคุณภาพ — ของที่ถูกกว่าอาจได้ปริมาณน้อยกว่า ต้องเทียบ «ราคาต่อปริมาณเท่ากัน» ไม่ใช่ดูแค่ราคาตัวเลข
    3. อ่านฉลากก่อนตัดสินใจ — ดูชื่อสินค้า ปริมาณ ส่วนผสม วันผลิต วันหมดอายุ วิธีใช้ และชื่อผู้ผลิต โดยเฉพาะอาหารและยา
    4. คิดตามโฆษณาอย่างมีเหตุผล — โฆษณามีไว้ชักชวนให้ซื้อ ถ้าคำอ้างฟังดูเกินจริงให้ตรวจสอบก่อน เช่น ถามผู้ใหญ่ ดูข้อมูลเพิ่ม หรือเทียบกับสินค้ายี่ห้ออื่น
  • กลลวงที่ผู้บริโภคต้องรู้ทัน เช่น ลดราคาแต่ลดปริมาณลง · ของแถมที่ไม่จำเป็นจนทำให้ราคาสูงขึ้น · โฆษณาเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม · การขายเฉพาะเมื่อซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการ
  • เมื่อซื้อของแล้วควรทำอะไร
    • เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ถ้าของชำรุดหรือไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้จะได้นำไปขอเปลี่ยนหรือขอคืน
    • ของที่ซื้อมาแล้วต้องใช้ให้คุ้ม ไม่ทิ้งและไม่ซื้อซ้ำในของที่ยังใช้ได้
    • ถ้าถูกเอาเปรียบเรื่องสินค้าและบริการ ควรบอกผู้ปกครองและแจ้งร้านค้าโดยตรง ไม่ใช้วิธีด่าทอกันเอง
  • บริการก็เลือกได้ เช่น ถามราคาก่อนใช้บริการ ตกลงขอบเขตงานให้ชัด และดูว่าผู้ให้บริการมีข้อมูลและประสบการณ์จริง
  • ผู้บริโภคที่รู้เท่าทันไม่ซื้อของผิดกฎหมาย เช่น ของเถื่อนหรือของที่ไม่มีฉลาก เพราะเท่ากับสนับสนุนผู้ผลิตที่ขาดความรับผิดชอบ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • น้ำผลไม้กล่องเล็ก 250 มิลลิลิตร ราคา 12 บาท · กล่องใหญ่ 1,000 มิลลิลิตร ราคา 40 บาท แบบใดคุ้มกว่า — เทียบให้ปริมาณเท่ากันก่อน กล่องเล็ก 4 กล่องได้ 1,000 มิลลิลิตร ต้องจ่าย 12×4=4812 \times 4 = 48 บาท · ส่วนกล่องใหญ่จ่าย 40 บาท ดังนั้นกล่องใหญ่คุ้มกว่าเพราะได้ปริมาณเท่ากันในราคาถูกกว่า
  • โฆษณากล่าวว่า «ฉลากพร้อมใช้ เปลี่ยนสีผมได้ในวันเดียว» อยากลอง ควรทำอย่างไร — ตรวจสอบก่อนว่าเป็นของที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่ ถามผู้ปกครองก่อนซื้อ และอ่านคำเตือนบนฉลาก เพราะโฆษณาบางรายการพูดเกินจริงและสารเคมีอาจเป็นอันตรายต่อหนังศีรษะ
  • ร้านขายขนมยี่ห้อหนึ่งขึ้นราคาช่วงวันไหว้ หาเหตุผลอย่างไรไม่ให้เอาเปรียบ — การขึ้นราคาเพราะของขาดเป็นเรื่องที่เกิดได้ แต่หากขึ้นสูงเกินจริงหรือลดปริมาณเพื่อปกปิดราคา ผู้บริโภคควรเทียบกับยี่ห้ออื่นแล้วเลือกซื้อของที่คุ้มค่าแทน
  • ขนมถุงหนึ่งจะหมดอายุอีก 2 วัน และมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่มาก ควรซื้อหรือไม่ — ยังไม่ควรซื้อ เพราะอาหารที่ใกล้หมดอายุอาจบูดเสียระหว่างเก็บ และของที่มีน้ำตาลมากกินบ่อย ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ ควรเลือกซองที่วันหมดอายุยังเหลือมากกว่าหรือเลือกอย่างอื่น
  • ซื้อสมุดมาแล้วพบว่ากระดาษขาดไปหลายแถว ควรทำอย่างไร — เก็บใบเสร็จแล้วนำไปแจ้งร้านค้าเพื่อขอเปลี่ยนเล่มใหม่ เป็นการใช้สิทธิตามที่ผู้ซื้อควรได้

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[อยากได้ของ] --> B{จำเป็นจริงหรือไม่}
    B -->|ไม่จำเป็น| C[ยังไม่ซื้อ เก็บเงินไว้]
    B -->|จำเป็น| D[เทียบราคา ปริมาณ และคุณภาพ]
    D --> E[อ่านฉลากและวันหมดอายุ]
    E --> F[คิดตามโฆษณาอย่างมีเหตุผล]
    F --> G[ตัดสินใจซื้อของที่คุ้มค่า]
    G --> H[เก็บใบเสร็จ ใช้ของให้คุ้ม]

คำบรรยายภาพ: แผนผังขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน เริ่มจากถามตัวเองว่าของนั้นจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นให้ยังไม่ซื้อ ถ้าจำเป็นให้เทียบราคา ปริมาณ และคุณภาพ อ่านฉลากและวันหมดอายุ คิดตามโฆษณาอย่างมีเหตุผล แล้วจึงตัดสินใจซื้อ พร้อมเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน

ภาพผู้บริโภคกำลังอ่านฉลากสินค้าที่มีป้ายชื่อชี้ส่วนต่าง ๆ ของฉลาก

คำบรรยายภาพ: ภาพผู้บริโภคกำลังอ่านฉลากสินค้าอย่างละเอียด โดยมีป้ายชื่อชี้ส่วนสำคัญบนฉลาก ได้แก่ ชื่อสินค้า ปริมาณ ส่วนผสม วันผลิต วันหมดอายุ วิธีใช้ และชื่อผู้ผลิต ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้อย่างรู้เท่าทัน

ข้อควรระวัง

  • สินค้ากับบริการสับสนกันบ่อย — สิ่งที่จับต้องได้เป็นสินค้า เช่น สมุดและสบู่ · งานที่ทำให้เราโดยไม่มีของเป็นชิ้นเป็นบริการ เช่น ตัดผม ซ่อมรถ และการสอนพิเศษ
  • ผู้ผลิตไม่ใช่แค่ «คนที่ตั้งโรงงาน» — ชาวสวน แม่ค้า และช่างตัดผมล้วนเป็นผู้ผลิต แต่ที่สำคัญคือทุกคนต้องรับผิดชอบต่อของที่ตัวเองทำเหมือนกัน
  • ของถูกกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอ — ต้องเทียบที่ปริมาณเท่ากันหรือคุณภาพใกล้เคียงกัน การดูแค่ราคาตัวเลขจะทำให้ต้องซื้อซ้ำและจ่ายแพงกว่าเดิม · ส่วนของแถมกับคำโฆษณาก็ไม่ใช่เหตุผลให้ซื้อ ถ้าของแถมไม่จำเป็นหรือทำให้ราคาสูงขึ้น เท่ากับเราจ่ายเงินซื้อของที่ไม่ต้องใช้
  • อ่านฉลากให้เป็น ไม่ใช่ดูแค่ราคา — ของที่ราคาถูกกว่าอาจเหลือวันหมดอายุสั้นหรือมีส่วนผสมที่เราไม่ต้องการ จึงต้องอ่านฉลากควบคู่กับการเทียบราคาทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารและยา
  • ความรับผิดชอบเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย — ผู้ผลิตทำของดีและบอกความจริง ผู้บริโภคก็ต้องอ่านฉลาก ใช้ของให้คุ้ม และไม่ซื้อของผิดกฎหมาย มิฉะนั้นผู้ผลิตที่ขาดความรับผิดชอบจะยังขายได้อยู่

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/สังคมศึกษา.csv (ลำดับ 47–48)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ส 3.1 ป.6/1 (บทบาทของผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ) · ส 3.1 ป.6/2 (บทบาทของผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน) — ../_ref/p6-indicators.md
  • แหล่งติวเตอร์ยืนยันว่าเรื่องนี้ «ออกบ่อย» และเดิมอยู่ในโครง so-econ: [MKD] — ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ไทย-สังคม-อังกฤษ.md §2.2 (สาระ 3 เศรษฐศาสตร์)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — ไฟล์ ../_ref/social-2551-drive.pdf (https://drive.google.com/open?id=0B9t56k6dmUe5Z202Wmw5S1dvOGM)
  • หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (เล่มหลัก) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf
  • หน้าฮับรวมหลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • หมายเหตุความมั่นใจ: เรื่องย่อยในไฟล์นี้ยืนยันได้แหล่งเดียว — ต้องหาแหล่งยืนยันเพิ่มก่อนใช้ตั้งข้อสอบ

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?