การเลือกตั้งและวิธีลงคะแนนเสียง
องค์ความรู้
- การเลือกตั้ง คือกระบวนการที่ประชาชนแสดงเจตนาว่าจะให้ใครไปทำหน้าที่ปกครองและบริหารบ้านเมืองแทนตน
- ใครมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง — พลเมืองไทยที่ มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น · นักเรียน ป.6 ซึ่งอายุราว 11–12 ปี จึงยังใช้สิทธิเลือกตั้งระดับประเทศไม่ได้ แต่ฝึกใช้สิทธิได้ในโรงเรียน เช่น การเลือกประธานนักเรียน
- หลักสำคัญของการออกเสียงเลือกตั้ง
- หนึ่งคนหนึ่งเสียง — ทุกคนมีเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะมีฐานะ อาชีพ หรือตำแหน่งหน้าที่ต่างกันเพียงใด
- การลงคะแนนลับ — ไม่มีใครรู้ว่าเราเลือกใคร จึงไม่มีใครกดดันหรือข่มขู่ได้ เราเลือกตามที่คิดว่าดีที่สุด
- เสรีภาพ — ไม่มีใครบังคับให้เราเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด
- การเลือกตั้งมีหลายระดับ — ระดับประเทศ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร · ระดับท้องถิ่น เลือกผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น (ดู «so-local») · รวมทั้งการออกเสียง ประชามติ ในเรื่องสำคัญของประเทศ
- ขั้นตอนการออกเสียงเลือกตั้ง — ตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิและรับบัตร · เข้าคูหาลงคะแนน · ทำเครื่องหมายกากบาทในช่องหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการ เพียงช่องเดียว · พับบัตร · หย่อนบัตรลงหีบบัตร · เจ้าหน้าที่นับคะแนนรวมทั้งเขต
- บัตรเสีย คือบัตรที่ใช้ไม่ได้และไม่ถูกนับคะแนน ตัวอย่างของบัตรเสีย เช่น บัตรที่ไม่ทำเครื่องหมายเลย (บัตรเปล่า) · บัตรที่ทำเครื่องหมายมากกว่า 1 ช่อง · บัตรที่เขียนข้อความอื่นลงไป · หรือบัตรที่ทำเครื่องหมายไม่ตรงกับช่องของผู้สมัคร
- การออกเสียงอย่างสุจริต — ไปใช้สิทธิด้วยความสมัครใจ · ไม่ขายเสียงหรือรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเลือก · ไม่กดดันหรือหลอกให้ผู้อื่นเลือกตามเรา · และไม่นำบัตรเลือกตั้งออกจากหน่วยเลือกตั้ง
- การตัดสินด้วยเสียงข้างมาก — ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ผู้ที่ได้รับเลือกต้องดูแลคุ้มครองเสียงข้างน้อยและคนที่เห็นต่างด้วย ไม่ใช่เอาแต่ฝ่ายของตน
- การเลือกตั้งในโรงเรียนก็ใช้หลักเดียวกัน — เลือกด้วยเหตุผล ไม่ซื้อเสียง ไม่กดดันเพื่อน และยอมรับผลที่ทุกคนลงคะแนนร่วมกัน
ตัวอย่างและวิธีคิด
- คนเหล่านี้ใครใช้สิทธิเลือกตั้งได้ — ผู้ที่อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์และมีชื่อในทะเบียนราษฎรใช้สิทธิได้ · เด็กอายุ 12 ปีซึ่งเป็นวัย ป.6 ยังใช้สิทธิระดับประเทศไม่ได้ เพราะอายุไม่ถึง แต่ใช้สิทธิเลือกตั้งในโรงเรียนได้
- ผู้สมัคร ก ได้ 450 คะแนน ผู้สมัคร ข ได้ 300 คะแนน ใครได้รับเลือก และคนที่เลือก ข ควรทำอย่างไร — ผู้สมัคร ก ได้รับเลือกเพราะได้คะแนนมากกว่า · ส่วนคนที่เลือก ข ยังแสดงความเห็นและติดตามการทำงานได้ เพราะเสียงข้างน้อยต้องได้รับความเคารพ
- ทำเครื่องหมายกากบาทสองช่องในบัตรใบเดียว ผลจะเป็นอย่างไร — บัตรนั้นเป็น บัตรเสีย ใช้ไม่ได้และไม่ถูกนับคะแนน จึงต้องทำเครื่องหมายเพียงช่องเดียวในบัตรที่ต้องการ
- ทำไมการลงคะแนนจึงต้องเป็นความลับ — เพื่อไม่ให้ใครกดดันหรือข่มขู่ผู้เลือก ทุกคนจึงกล้าเลือกตามที่คิดว่าดีที่สุด และเจตนาที่แท้จริงของประชาชนจะถูกนับไปใช้จริง
- เพื่อนบอกว่า «ไปเลือกตั้งคนเดียวก็ไม่มีผล» ควรอธิบายอย่างไร — เสียงทุกคนเท่ากันและถูกรวมเข้าด้วยกัน ทุกเสียงจึงมีผลต่อผลการเลือกตั้ง ถ้าต่างคนต่างคิดอย่างนี้ ประเทศก็จะถูกตัดสินด้วยคนกลุ่มเล็ก ๆ
ภาพและไดอะแกรม
flowchart TD
A["ผู้มีสิทธิไปที่หน่วยเลือกตั้ง"] --> B["ตรวจรายชื่อและรับบัตรเลือกตั้ง"]
B --> C["เข้าคูหา ทำเครื่องหมายกากบาท"]
C --> D{"ทำเครื่องหมายกี่ช่อง"}
D -->|"ช่องเดียว"| E["บัตรดี นับคะแนนได้"]
D -->|"มากกว่าหนึ่งช่อง"| F["บัตรเสีย ไม่นับคะแนน"]
E --> G["พับบัตร หย่อนลงหีบบัตร"]
F --> G
G --> H["เจ้าหน้าที่นับคะแนน"]
H --> I["ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้แทน"]
I --> J["ผู้แทนต้องทำหน้าที่แทนประชาชน<br/>และรับฟังเสียงข้างน้อย"]
คำบรรยายภาพ: ผังขั้นตอนการออกเสียงเลือกตั้ง เริ่มจากผู้มีสิทธิไปที่หน่วยเลือกตั้ง ตรวจรายชื่อและรับบัตร แล้วเข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาท ถ้าทำเครื่องหมายเพียงช่องเดียวเป็นบัตรดี ถ้ามากกว่าหนึ่งช่องเป็นบัตรเสีย จากนั้นพับบัตรหย่อนลงหีบให้เจ้าหน้าที่นับคะแนน ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้แทน และต้องทำหน้าที่แทนประชาชนพร้อมรับฟังเสียงข้างน้อย