กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 5.1

วิเคราะห์คุณค่าด้านภาษาและกลวิธีการประพันธ์

สารบัญเรื่องย่อย (2 เรื่อง)

อ่านทำไม

อ่านวรรณคดีให้ได้ข้อคิดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่อ่านให้เห็นว่า «ผู้แต่งใช้ภาษาอย่างไรจึงทำให้บทนั้นไพเราะหรือกินใจ» เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือนอกจากบอกว่าเรื่องนี้สอนอะไรได้ ยังต้องชี้ได้ว่าบทนั้นใช้คำซ้ำ เปรียบเทียบ เล่นเสียง หรือพรรณนาอย่างไร ข้อสอบเข้า ม.1 ชอบยกบทร้อยกรองสั้น ๆ มาให้บอกว่าผู้แต่งใช้กลวิธีใด และโรงเรียนแข่งขันสูงหรือห้องพิเศษก็ถามชื่อภาพพจน์ด้วย (อุปมา อุปลักษณ์ บุคคลวัต อติพจน์) ซึ่งเป็นเนื้อหาระดับ ม.1 หัวข้อนี้จึงรวมทั้งกลวิธีที่สอบระดับ ป.6 และภาพพจน์ที่แตะถึงระดับมัธยมต้นไว้ในไฟล์เดียว

เรื่องย่อยที่ 1

กลวิธีการประพันธ์

องค์ความรู้

  • กลวิธีการประพันธ์ คือวิธีที่ผู้แต่งเลือกใช้ถ้อยคำและเรียบเรียงคำให้บทนั้นเกิดผลต่อผู้อ่าน — บอกได้ทั้งว่าทำอย่างไร และทำแล้วได้ผลอะไร
  • คุณค่าด้านภาษา คือสิ่งที่ผู้อ่านได้จากตัวภาษาเอง ได้แก่ คำและสำนวนใหม่ที่รู้จักเพิ่มขึ้น จังหวะและสัมผัสของร้อยกรองที่ทำให้อ่านไพเราะ และความสามารถในการใช้คำให้เห็นภาพ
  • กลวิธีที่พบบ่อยในวรรณคดีระดับประถม สรุปไว้ 5 ด้าน
กลวิธี วิธีสังเกต ผลต่อผู้อ่าน
การเลือกใช้คำ เลือกคำที่ตรง กระชับ หรือคำที่บอกสี เสียง กลิ่น และความรู้สึก เห็นภาพและรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์
การเปรียบเทียบ ยกของสองอย่างมาเทียบกันด้วยคำเชื่อม เช่น เหมือน ดั่ง ดุจ เปรียบ เสมือน สิ่งที่ไม่คุ้นกลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ทันที
การใช้คำซ้ำหรือคำย้ำ ซ้ำคำสำคัญในวรรคใกล้กันเพื่อเน้น อารมณ์ของบทหนักแน่นขึ้น และจำได้ง่าย
การเล่นเสียงและสัมผัส คำท้ายวรรครับเสียงกัน หรือใช้คำที่เสียงพ้องกัน อ่านเป็นจังหวะ ไพเราะ และท่องจำง่าย
การใช้โวหาร โวหารบรรยายเล่าเหตุการณ์ให้ติดตาม · โวหารพรรณนาขยายรายละเอียดให้เห็นภาพ ผู้อ่านติดตามเรื่องได้ และเห็นภาพชัด

คำบรรยายภาพ: ตารางกลวิธีการประพันธ์ 5 ด้าน พร้อมวิธีสังเกตและผลต่อผู้อ่าน เริ่มจากการเลือกใช้คำที่ทำให้เห็นภาพ การเปรียบเทียบที่ทำให้สิ่งไม่คุ้นเข้าใจได้ การใช้คำซ้ำเพื่อเน้นอารมณ์ การเล่นเสียงและสัมผัสที่ทำให้อ่านไพเราะ และการใช้โวหารบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องและเห็นภาพ

  • กลวิธีเสริมที่พบได้บ่อยอีกสองอย่าง คือ การยกสำนวนหรือสุภาษิตมาสอดแทรก เพื่อให้ข้อความมีชั้นเชิง และ การใช้คำยืมบาลี–สันสกฤต ซึ่งกวีโบราณใช้เพื่อให้บทดูเป็นทางการและไพเราะ
  • วิธีวิเคราะห์กลวิธี 4 ขั้น
    1. อ่านออกเสียงให้ได้จังหวะของคำประพันธ์ก่อน
    2. จับใจความว่าบทนี้พูดถึงอะไร
    3. มองหาจุดที่ถ้อยคำเด่นเป็นพิเศษ ได้แก่ คำที่เปรียบ คำที่ซ้ำ คำที่ทำให้เห็นภาพ และคำที่เสียงพ้องกัน
    4. บอกชื่อกลวิธีนั้น แล้วอธิบายว่าทำให้ผู้อ่านเข้าใจหรือรู้สึกอย่างไร
  • กลวิธีการประพันธ์ไม่ใช่อย่างเดียวกับฉันทลักษณ์ — ฉันทลักษณ์คือกติกาจำนวนคำและตำแหน่งสัมผัสของคำประพันธ์แต่ละชนิด (ดู th-prosody.md) ส่วนกลวิธีการประพันธ์คือวิธีที่ผู้แต่งเลือกใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดผล ข้อสอบจึงชอบลวงด้วยการถาม «ลักษณะของคำประพันธ์» ปนกับ «กลวิธีของผู้แต่ง» ต้องอ่านคำถามให้ดีว่าถาม «กติกาของคำประพันธ์» หรือ «ฝีมือของผู้แต่ง»

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «รามเกียรติ์» ตอนศึกอินทรชิต (บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) 2 วรรคที่ว่า «เลื่อนเมฆลอยมาในอากาศ อำไพโอภาสประภัสสร / ไขแสงแข่งสีศศิธร อัมพรเอี่ยมพื้นโพยมพราย» ใช้กลวิธีใดเด่น — เด่น 2 อย่างพร้อมกัน · อย่างแรกคือ การเลือกใช้คำยืมบาลี–สันสกฤต เช่น «อากาศ» «ประภัสสร» «อัมพร» «ศศิธร» «โพยม» ซึ่งเป็นคำที่กวีโบราณเลือกใช้ให้บทดูเป็นทางการและไพเราะ · อย่างที่สองคือ การพรรณนาให้เห็นภาพ คือขยายรายละเอียดของท้องฟ้าและแสงสว่างจนผู้อ่านเห็นเป็นภาพ · ถ้าถูกถามว่า «เพราะเหตุใดจึงถือว่าบทนี้มีคุณค่าด้านภาษา» ให้ตอบว่าผู้อ่านได้รู้จักคำยืมที่ใช้ในวรรณคดีและได้เห็นวิธีพรรณนาด้วยถ้อยคำไพเราะ
  • «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) 4 วรรคว่า «พระเสด็จโดยแดนชล / ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย / กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย / พายอ่อนหยับจับงามงอน» ใช้กลวิธีใด — เห็นได้ชัด 2 อย่าง · อย่างแรกคือ การเล่นเสียงและสัมผัส เพราะคำท้ายวรรค «เฉิดฉาย» รับเสียงกับคำท้ายวรรคถัดไป «พรรณราย» (ฉาย–ราย) ทำให้อ่านเป็นจังหวะและจำง่าย · อย่างที่สองคือ การใช้คำซ้ำ เพราะคำว่า «งาม» ปรากฏถึงสองวรรค («งามเฉิดฉาย» และ «งามงอน») เพื่อย้ำความงามของขบวนเรือ · ทั้งบทเป็นการ พรรณนา ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ดำเนินไป เป็นการชี้ให้เห็นว่ากลวิธีการประพันธ์ดูได้จาก «วิธีใช้คำ» ไม่ได้ดูจากเนื้อเรื่อง
  • «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) ว่า «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ ฤๅมี เสียงนา / กัลออมพร่องชลธี เฟื่องฟื้น / ผู้ปราชญ์ห่อนวาที สรรเสริญ ตนนา / คนถ่อยความรู้ตื้น มากถ้อยลามปาม» ใช้กลวิธีใด — เด่นที่ การเปรียบเทียบ คือยกหม้อน้ำที่เต็มเปี่ยมซึ่งไม่ส่งเสียง มาเทียบกับหม้อน้ำที่พร่องแล้วส่งเสียงกระฉอก เพื่อสื่อถึงคนที่มีความรู้จริงซึ่งไม่โอ้อวด ตรงข้ามกับคนที่รู้น้อยแต่ชอบพูดยกตน · ยังมี การใช้คำซ้ำ ที่คำว่า «กัลออม» ปรากฏสองวรรคเพื่อย้ำภาพการเปรียบให้ติดตา และมี การใช้อักษรวิธีแบบโคลง ที่ใส่คำสร้อย «นา» ปิดวรรคเพื่อความไพเราะ · บทนี้จึงเป็นตัวอย่างว่า การเปรียบเทียบหนึ่งครั้งสามารถแบกใจความทั้งบทไว้ได้
  • «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๑๑ (สำนวนเก่า) ว่า «คนใดใจฉลาดด้วย ปัญญา / ฟังนักปราชญ์จรรจา ทั่วผู้ / แจ้งธรรมบัดเดี๋ยวมา พลับซาบ ใจนา / ดุจดั่งลิ้นอันรู้ ทราบด้วยรสแกง» ใช้กลวิธีใด — วรรคสุดท้ายใช้ การเปรียบเทียบ โดยมีคำเชื่อม «ดุจดั่ง» ยก «ลิ้นที่รู้รสอาหาร» มาเทียบกับ «คนฉลาดที่ฟังนักปราชญ์แล้วเข้าใจได้ฉับไว» · กลวิธีนี้ทำให้เรื่องนามธรรม (ความเข้าใจ) กลายเป็นภาพที่จับต้องได้
  • แบบฝึกหัด: «คืนนั้นลมหนาวพัดผ่านทุ่งนา ต้นข้าวเอนไหวเป็นระลอก ระลอกแล้วระลอกเล่า» ใช้กลวิธีใด — มี การใช้คำซ้ำ («ระลอก» ซ้ำ) เพื่อเน้นภาพและจังหวะ และมีการ พรรณนา ให้เห็นภาพท้องนาในคืนหนาว · แต่ยังไม่ใช่ «การเปรียบเทียบ» เพราะไม่ได้ยกของสองอย่างมาเทียบกัน (ตัวอย่างนี้แต่งขึ้นเพื่อฝึกหาคำซ้ำและแยกพรรณนาออกจากเปรียบเทียบ)

ภาพและไดอะแกรม

mindmap
  root((กลวิธีการประพันธ์))
    การเลือกใช้คำ
      คำตรง กระชับ
      คำบอกสี เสียง กลิ่น ความรู้สึก
    การเปรียบเทียบ
      เหมือน ดั่ง ดุจ เปรียบ เสมือน
      ทำให้สิ่งไม่คุ้นเข้าใจได้
    การใช้คำซ้ำ
      ซ้ำคำสำคัญในวรรคใกล้กัน
      เน้นอารมณ์และย้ำความ
    การเล่นเสียงและสัมผัส
      คำท้ายวรรครับเสียงกัน
      อ่านไพเราะ จำง่าย
    การใช้โวหาร
      โวหารบรรยาย เล่าเหตุการณ์
      โวหารพรรณนา ขยายรายละเอียด
    กลวิธีเสริม
      ยกสำนวนหรือสุภาษิตแทรก
      ใช้คำยืมบาลีและสันสกฤต

คำบรรยายภาพ: แผนภาพความคิดรวบรวมกลวิธีการประพันธ์ที่พบบ่อย แบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือ การเลือกใช้คำที่ตรงและบอกประสาทสัมผัส การเปรียบเทียบด้วยคำเชื่อมอย่างเหมือนหรือดั่ง การใช้คำซ้ำเพื่อเน้นอารมณ์ การเล่นเสียงและสัมผัสที่คำท้ายวรรครับกัน การใช้โวหารบรรยายกับโวหารพรรณนา และกลวิธีเสริมอย่างการยกสำนวนสุภาษิตแทรกกับการใช้คำยืมบาลีและสันสกฤต

ภาพบทกลอนที่ขีดเส้นใต้คำซึ่งแสดงกลวิธีการประพันธ์ต่าง ๆ พร้อมป้ายกำกับ

คำบรรยายภาพ: ภาพบทร้อยกรอง 4 วรรคที่มีเส้นใต้สีต่างกันชี้จุดที่ใช้กลวิธีต่างกัน คือสีหนึ่งสำหรับคำที่ซ้ำกัน อีกสีสำหรับคำที่ใช้เปรียบเทียบ และอีกสีสำหรับคำท้ายวรรคที่สัมผัสกัน พร้อมป้ายกำกับใต้บทกลอนว่าจุดใดแสดงกลวิธีใด เพื่อให้เห็นว่ากลวิธีการประพันธ์ดูได้จากวิธีใช้คำจริงในบท

เรื่องย่อยที่ 2

ภาพพจน์ในวรรณคดี

องค์ความรู้

  • ภาพพจน์ คือการใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์ แทนการพูดตรง ๆ — งานเขียนที่มีภาพพจน์จะกินใจกว่าการบอกความจริงตรง ๆ เช่น แทนที่จะบอกว่า «เขากล้าหาญมาก» ผู้แต่งอาจเปรียบเขากับราชสีห์
  • หมายเหตุระดับชั้น: ภาพพจน์เป็นเนื้อหาระดับ ม.1 (อยู่นอกตัวชี้วัด ป.6) ตาม ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv ลำดับ 79 — โรงเรียนแข่งขันสูงและห้องพิเศษจึงมักนำมาถาม
  • ชนิดของภาพพจน์ที่ออกสอบบ่อย 5 ชนิด · ตัวอย่างในตารางมีทั้งข้อความจากวรรณคดีจริงและตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อฝึก จึงระบุกำกับไว้ทุกแถว
ชนิด นิยามและวิธีสังเกต ตัวอย่าง
อุปมา เปรียบของสองอย่างเข้าด้วยกัน โดยมีคำเชื่อม เหมือน ดั่ง ดุจ ดุจดั่ง ราวกับ เปรียบ เสมือน «ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน» (พระอภัยมณี · สุนทรภู่) · «ดุจดั่งลิ้นอันรู้ ทราบด้วยรสแกง» (โคลงโลกนิติ บทที่ ๑๑)
อุปลักษณ์ เปรียบว่า «เป็น» หรือ «คือ» โดยตรง ไม่มีคำเชื่อม «ครูคือแสงเทียนส่องทางให้ศิษย์» (แต่งขึ้นเพื่อฝึก)
บุคคลวัต (บุคลาธิษฐาน) สมมติให้สิ่งไม่มีชีวิต พืช หรือสัตว์ มีกิริยาและอารมณ์เหมือนคน «ภูเขายืนตระหง่านเฝ้ามองหมู่บ้านมานานร้อยปี» (แต่งขึ้นเพื่อฝึก)
อติพจน์ (อธิพจน์) กล่าวเกินจริง เพื่อเน้นความรู้สึก ไม่ได้ให้เข้าใจตามตัวอักษร «เสียงเชียร์ดังจนสนามแทบแตก» (แต่งขึ้นเพื่อฝึก)
สัญลักษณ์ ใช้สิ่งหนึ่ง แทน ความคิดหรือความหมายอื่น โดยไม่บอกตรง ๆ ผู้อ่านต้องตีความเอง «ธงขาวที่โบกขึ้นแทนการยอมเลิกรบ» (แต่งขึ้นเพื่อฝึก)

คำบรรยายภาพ: ตารางภาพพจน์ 5 ชนิด ชนิดแรกคืออุปมาที่เปรียบโดยมีคำเชื่อมอย่างเหมือนหรือดั่ง ชนิดที่สองคืออุปลักษณ์ที่เปรียบโดยตรงด้วยคำว่าเป็นหรือคือโดยไม่มีคำเชื่อม ชนิดที่สามคือบุคคลวัตที่สมมติให้สิ่งไม่มีชีวิตมีกิริยาเหมือนคน ชนิดที่สี่คืออติพจน์ที่กล่าวเกินจริงเพื่อเน้นความรู้สึก และชนิดที่ห้าคือสัญลักษณ์ที่ใช้สิ่งหนึ่งแทนความหมายอื่นพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

  • อุปลักษณ์ต่างจากอุปมาตรงคำเชื่อม — ถ้ามีคำว่า «เหมือน» «ดั่ง» «ดุจ» ถือเป็นอุปมา ถ้าเปรียบว่า «เป็น» «คือ» โดยไม่ใช้คำเชื่อม ถือเป็นอุปลักษณ์
  • บุคคลวัตต่างจากการเปรียบเทียบ — บุคคลวัตไม่ได้ยกของสองอย่างมาเทียบกัน แต่ สมมติขึ้นมาใหม่ ว่าสิ่งที่พูดไม่ได้กลับพูดได้ หรือสิ่งที่เดินไม่ได้กลับเดินได้
  • อติพจน์ต่างจากอุปลักษณ์ — อติพจน์ไม่มีการเปรียบเทียบเลย แต่ขยายความเกินจริงเพื่อเน้นอารมณ์ เช่น «หิวจนกินข้าวได้เป็นหม้อ»
  • วิธีแยกชนิดภาพพจน์ 3 ขั้น
    1. ดูว่าข้อความนั้นมีการ เปรียบเทียบ หรือไม่ ถ้าไม่มี ให้ดูว่ากล่าวเกินจริง (อติพจน์) หรือสมมติให้สิ่งไม่มีชีวิตมีชีวิต (บุคคลวัต) หรือใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่ง (สัญลักษณ์)
    2. ถ้าเปรียบเทียบ ให้ดูว่า มีคำเชื่อมหรือไม่ — มีคำเชื่อมเป็นอุปมา ไม่มีคำเชื่อมและใช้ «เป็น» «คือ» เป็นอุปลักษณ์
    3. ถ้ามีหลายอย่างในข้อความเดียว ให้ตอบชนิดที่ เด่นที่สุด โดยดูว่าส่วนใดสร้างภาพและอารมณ์ให้ผู้อ่านมากกว่า

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «ดุจดั่งลิ้นอันรู้ ทราบด้วยรสแกง» (โคลงโลกนิติ บทที่ ๑๑ · ประชุมโคลงโลกนิติ สำนวนเก่า) ใช้ภาพพจน์ชนิดใด — เป็น อุปมา เพราะยก «ลิ้นที่รู้รสอาหาร» มาเทียบกับ «คนฉลาดที่เข้าใจเรื่องได้ฉับไว» และมีคำเชื่อม «ดุจดั่ง» อยู่ด้วย · ต้องตอบว่าอุปมา ไม่ใช่อุปลักษณ์ เพราะมีคำเชื่อม
  • «ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน» (พระอภัยมณี ตอน สุดสาครเข้าเมืองการเวก · สุนทรภู่) ใช้ภาพพจน์ชนิดใด — เป็น อุปมา เพราะมีคำว่า «เหมือน» เชื่อมการเปรียบระหว่างทางที่เถาวัลย์พันเกี่ยวคดเคี้ยวกับน้ำใจคน ซึ่งเป็นคนละสิ่งกัน
  • «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ ฤๅมี เสียงนา» (โคลงโลกนิติ บทที่ ๒๕) ใช้ภาพพจน์ใด — เป็น การเปรียบเทียบแบบนัย ที่ต้องตีความเอง เพราะบทนี้ยก «หม้อน้ำเต็มที่ไม่มีเสียง» ขึ้นมาโดยไม่บอกว่าเทียบกับใคร และ ไม่มีคำเชื่อม อย่าง «เหมือน» «ดั่ง» «ดุจ» จึงยังไม่นับเป็น อุปมา ตามนิยามของหัวข้อนี้ ผู้อ่านต้องโยงเองไปหาคนที่มีความรู้จริงซึ่งไม่โอ้อวด · ถ้าถูกถามให้เลือกชนิด ให้ตอบว่า «เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่มีคำเชื่อม จึงไม่ใช่อุปมา» แล้วเทียบกับนิยามของอุปมาและอุปลักษณ์ให้เห็นว่าไม่เข้าข้างใด · ตัวอย่างอุปมาที่ตอบได้ชัดต้องมีคำเชื่อม เช่น «ดุจดั่งลิ้นอันรู้ ทราบด้วยรสแกง» ในข้อด้านบน
  • «ครูคือแสงเทียนส่องทางให้ศิษย์» ใช้ภาพพจน์ชนิดใด — เป็น อุปลักษณ์ เพราะเปรียบ «ครู» กับ «แสงเทียน» ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน โดยไม่มีคำเชื่อม (ตัวอย่างนี้แต่งขึ้นเพื่อฝึก)
  • «ดอกทานตะวันหันมายิ้มให้ดวงอาทิตย์» และ «เขาโกรธจนไฟลุกทั้งตัว» ต่างกันอย่างไร — ประโยคแรกเป็น บุคคลวัต เพราะดอกไม้ยิ้มไม่ได้ แต่ผู้เขียนสมมติให้มีกิริยาเหมือนคน · ประโยคที่สองเป็น อติพจน์ เพราะกล่าวเกินจริงเพื่อเน้นความโกรธ ไม่ได้สมมติให้สิ่งของมีชีวิต (ทั้งสองตัวอย่างแต่งขึ้นเพื่อฝึก)
  • ประโยคที่มีคำว่า «เหมือน» ทุกประโยคเป็นอุปมาใช่หรือไม่ — ไม่ใช่ · «เขาทำเหมือนเดิม» ไม่ใช่ภาพพจน์ เพราะไม่ได้เปรียบของสองสิ่งเข้าด้วยกัน · อุปมาจะต้องมี คู่เทียบ ครบทั้งสองฝ่ายและตั้งใจให้เกิดภาพ

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[อ่านข้อความที่ยกมา] --> B{มีการเปรียบเทียบสองสิ่งหรือไม่}
    B -->|มี| C{มีคำเชื่อมหรือไม่<br/>เหมือน ดั่ง ดุจ ราวกับ}
    C -->|มีคำเชื่อม| D[อุปมา]
    C -->|ไม่มีคำเชื่อม ใช้ เป็น หรือ คือ| E[อุปลักษณ์]
    B -->|ไม่มี| F{กล่าวเกินจริงหรือไม่}
    F -->|เกินจริงเพื่อเน้นอารมณ์| G[อติพจน์]
    F -->|สมมติให้สิ่งไม่มีชีวิตมีกิริยาเหมือนคน| H[บุคคลวัต]
    F -->|ใช้สิ่งหนึ่งแทนความหมายอื่น| I[สัญลักษณ์]
    D --> J{ข้อความนั้นมีหลายภาพพจน์หรือไม่}
    E --> J
    G --> J
    H --> J
    I --> J
    J -->|มี| K[ตอบชนิดที่เด่นที่สุด พร้อมยกคำที่ชี้ให้เห็น]
    J -->|ไม่มี| K

คำบรรยายภาพ: แผนผังวิธีแยกชนิดภาพพจน์ เริ่มจากอ่านข้อความที่ยกมา แล้วดูว่ามีการเปรียบเทียบสองสิ่งหรือไม่ ถ้ามีให้ดูว่ามีคำเชื่อมอย่างเหมือนหรือดั่งหรือไม่ ถ้ามีคำเชื่อมเป็นอุปมา ถ้าเปรียบด้วยคำว่าเป็นหรือคือโดยไม่มีคำเชื่อมเป็นอุปลักษณ์ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบให้ดูว่ากล่าวเกินจริง สมมติให้สิ่งไม่มีชีวิตมีกิริยาเหมือนคน หรือใช้สิ่งหนึ่งแทนความหมายอื่น แล้วจึงตอบชนิดที่เด่นที่สุดพร้อมยกคำในข้อความที่ชี้ให้เห็น

ภาพแผนภาพห้าช่องแสดงชนิดภาพพจน์พร้อมประโยคตัวอย่างและคำที่ชี้ชนิดถูกวงกลม

คำบรรยายภาพ: ภาพแผนภาพห้าช่องเรียงกัน แต่ละช่องเขียนชื่อภาพพจน์หนึ่งชนิด ได้แก่ อุปมา อุปลักษณ์ บุคคลวัต อติพจน์ และสัญลักษณ์ พร้อมประโยคตัวอย่างใต้ช่องและวงกลมล้อมคำสำคัญที่บอกชนิด เช่น วงคำว่า «ดุจดั่ง» ในช่องอุปมา และวงคำว่า «คือ» ในช่องอุปลักษณ์

ข้อควรระวัง

  • กลวิธีการประพันธ์กับฉันทลักษณ์ไม่ใช่อย่างเดียวกัน — กติกาจำนวนคำและสัมผัสเป็นเรื่องของคำประพันธ์แต่ละชนิด (ดู th-prosody.md) ส่วนวิธีเลือกใช้ถ้อยคำของผู้แต่งเป็นกลวิธีการประพันธ์ ต้องอ่านคำถามให้ชัดว่าถามสิ่งใด
  • อุปมากับอุปลักษณ์ต่างกันที่คำเชื่อม — มีคำว่า «เหมือน ดั่ง ดุจ» เป็นอุปมา เปรียบว่า «เป็น» «คือ» โดยไม่มีคำเชื่อมเป็นอุปลักษณ์
  • อติพจน์ไม่ใช่การเปรียบเทียบ — เป็นการกล่าวเกินจริงเพื่อเน้นอารมณ์ ถ้าข้อความนั้นไม่มีการเทียบของสองสิ่ง ไม่ควรตอบว่าอุปมา
  • ประโยคที่มีคำว่า «เหมือน» ยังไม่ใช่อุปมาเสมอ — ต้องมีคู่เทียบสองฝ่ายจริง ๆ และตั้งใจให้เกิดภาพ
  • ข้อความหนึ่งอาจมีหลายภาพพจน์ — ถ้าเจอหลายอย่างพร้อมกัน ให้ตอบชนิดที่เด่นที่สุด และยกคำในข้อความที่ชี้ให้เห็นเป็นหลักฐาน
  • ตอบคำถาม «คุณค่าด้านภาษา» ต้องชี้ที่ตัวภาษา ไม่ใช่เนื้อเรื่อง — เช่น ชี้ว่าบทนี้ได้คำยืมบาลี–สันสกฤตเพิ่มหรือใช้คำซ้ำเพื่อเน้น ไม่ใช่เล่าเรื่องย่อ

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 78–79)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 5.1 ป.6/1 · ท 5.1 ป.6/3 (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • หน้า hub หลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน — เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย · คัด 4 วรรคแรกจากฉบับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมศิลปากร (https://www.finearts.go.th/main/view/9808)
    • «รามเกียรติ์» — บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก · ตอนศึกอินทรชิต https://th.wikisource.org/wiki/รามเกียรติ์
    • «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๑๑ และบทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) — คัดจาก «ประชุมโคลงโลกนิติ» (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ) https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมโคลงโลกนิติ/๐๑๑ และ https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมโคลงโลกนิติ/๐๒๕
    • «พระอภัยมณี» ตอน สุดสาครเข้าเมืองการเวก — พระสุนทรโวหาร (ภู่)
  • ตัวอย่างที่กำกับ «แต่งขึ้นเพื่อฝึก» เป็นข้อความที่จัดทำขึ้นเพื่อฝึกแยกชนิดภาพพจน์ ไม่ใช่ข้อความจากวรรณคดี
  • งานทุกเรื่องที่ยกมาข้างต้นพ้นลิขสิทธิ์แล้ว (ผู้แต่งสิ้นชีวิตหรือสิ้นพระชนม์เกิน 50 ปี)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?