แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น
องค์ความรู้
- ข้อเท็จจริง คือข้อความที่ ตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ — ตอบได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร จำนวนเท่าไร เช่น «ต้นไม้หน้าบ้านสูง 8 เมตร» «โรงเรียนเปิดเรียนวันที่ 16 พฤษภาคม»
- ข้อคิดเห็น คือข้อความที่บอก ความรู้สึก ความเชื่อ หรือการตัดสิน ของผู้เขียน ตรวจสอบด้วยการนับหรือวัดไม่ได้ เช่น «อากาศแบบนี้ดีที่สุดในรอบปี» «หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก»
- คำที่มักบอกว่ากำลังเป็นข้อคิดเห็น ได้แก่ คิดว่า · เห็นว่า · น่าจะ · ควรจะ · ดีที่สุด · แย่ · น่ารัก · น่าเบื่อ · น่าเสียดาย · น่าภูมิใจ
- ข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นปนกันได้ในย่อหน้าเดียว เช่น «ฝนตกหนักตั้งแต่เช้า (ข้อเท็จจริง) ทำให้ถนนหน้าบ้านเลอะเทอะน่ารำคาญ (ข้อคิดเห็น)» จึงต้องแยก ทีละประโยค ไม่ใช่แยกทั้งเรื่องว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ทดสอบด้วยสองคำถาม — 1) ข้อความนี้มีสิ่งที่เพื่อนเราสามารถไปนับ วัด หรือเปิดเอกสารยืนยันได้หรือไม่ 2) มีคำที่บอกความรู้สึกหรือการตัดสินอยู่หรือไม่ ถ้าตอบข้อ 1 ได้ชัดเจนเป็นข้อเท็จจริง ถ้าเข้าข้อ 2 เป็นข้อคิดเห็น
- ความคิดเห็นไม่ใช่เรื่องผิด — ผู้เขียนมีสิทธิ์แสดงความเห็น สิ่งที่ต้องทำคือรู้ตัวว่ากำลังอ่านความเห็นอยู่ และไม่นำความเห็นไปอ้างเป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง
- ข้อเท็จจริง เปลี่ยนได้ตามเวลา (เช่น จำนวนนักเรียนของโรงเรียน จำนวนประชากร) ส่วนข้อคิดเห็นเป็นของเฉพาะบุคคล อ่านแล้วต้องดูว่าใครเป็นคนพูด
- คำโฆษณาเป็นข้อคิดเห็นเกือบทั้งดุ้น — คำว่า ดีที่สุด ขาวที่สุด เร็วที่สุด เป็นการตัดสินของผู้ขาย จึงต้องแยกข้อเท็จจริงออกก่อน เช่น มีสินค้านี้วางขายจริง ราคาเท่านี้ (ข้อเท็จจริง) ใช้แล้วผิวขาวขึ้นใน 3 วัน (ข้อคิดเห็น/คำชวนที่ยังไม่มีหลักฐาน)
ตัวอย่างและวิธีคิด
| ข้อความ | ประเภท | เพราะเหตุใด |
|---|---|---|
| ประเทศไทยมี 77 จังหวัด | ข้อเท็จจริง | ตรวจสอบกับข้อมูลของหน่วยราชการได้ |
| ต้นไม้หน้าบ้านสูง 8 เมตร | ข้อเท็จจริง | วัดได้และบอกจำนวนชัดเจน |
| โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียน 320 คน | ข้อเท็จจริง | นับและตรวจกับทะเบียนนักเรียนได้ |
| ภาคอีสานน่าอยู่ที่สุด | ข้อคิดเห็น | เป็นการตัดสินของผู้พูด ไม่มีเกณฑ์วัด |
| หนังเรื่องนี้น่าเบื่อ | ข้อคิดเห็น | บอกความรู้สึกของผู้เขียน |
คำบรรยายภาพ: ตารางแยกข้อความห้าประโยคเป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น พร้อมเหตุผลกำกับว่า สามประโยคแรกเป็นข้อเท็จจริงเพราะวัดได้ นับได้ หรือตรวจกับเอกสารราชการได้ ส่วนสองประโยคหลังเป็นข้อคิดเห็นเพราะเป็นการตัดสินและบอกความรู้สึกของผู้พูด ไม่มีเกณฑ์ใดมาวัด
- แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นจากเรื่องเดียวกัน — อ่านข้อความ «สระว่ายน้ำของโรงเรียนปิดซ่อมตั้งแต่เดือนมีนาคม นักเรียนจึงต้องไปเรียนว่ายน้ำที่อื่น นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องนี้ยุ่งยาก» · วิธีคิด: แยกทีละประโยค — «ปิดซ่อมตั้งแต่เดือนมีนาคม» เป็นข้อเท็จจริง (บอกเวลาและเหตุการณ์ชัดเจน) · «นักเรียนต้องไปเรียนว่ายน้ำที่อื่น» เป็นข้อเท็จจริง (เป็นผลที่เกิดขึ้นจริงและสังเกตได้) · «คิดว่าเรื่องนี้ยุ่งยาก» เป็นข้อคิดเห็น เพราะมีคำว่า คิดว่า บอกชัดว่าเป็นความรู้สึกของนักเรียน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของโรงเรียน
- อ่านข้อความโฆษณา แล้วแยกส่วนที่พิสูจน์ได้ออกจากคำชวน — «ครีมนี้ใช้แล้วผิวขาวขึ้นใน 3 วัน ขาวที่สุดในบรรดาครีมทั้งหมด» · วิธีคิด: สิ่งที่พิสูจน์ได้มีเพียงว่ามีสินค้าชนิดนี้วางขายอยู่จริง ส่วน «ขาวขึ้นใน 3 วัน» และ «ขาวที่สุด» เป็นคำชวนของผู้ขายที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงไม่ควรเชื่อจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว ควรถามผู้ใหญ่หรือหาข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจซื้อ
- บท «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ» ตอนใดเป็นข้อเท็จจริง ตอนใดเป็นข้อคิดเห็น — «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ ฤๅมีเสียงนา / กัลออมพร่องชลธี เฟื่องฟื้น» คัดจาก «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) ใน «ประชุมโคลงโลกนิติ» ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ · วิธีคิด: สองวรรคแรกเป็นข้อความที่ ตรวจสอบได้ ด้วยการลองตักน้ำใส่หม้อจริง จึงนับเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้แต่งยกมาเปรียบ · ส่วน «ผู้ปราชญ์ห่อนวาที สรรเสริญตนนา / คนถ่อยความรู้ตื้น มากถ้อยลามปาม» เป็นข้อคิดเห็นหรือคำสอนของผู้แต่ง เพราะเป็นการตัดสินว่าคนแบบใดดี–ไม่ดี ซึ่งชั่งตวงวัดไม่ได้ · จะเห็นว่าย่อหน้าเดียวมีทั้งสองอย่างปนกัน จึงต้องแยกทีละประโยค
- ข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนตามเวลา — «ปีนี้โรงเรียนเรามีนักเรียน 320 คน» เป็นข้อเท็จจริง ณ ปีนี้ แต่ปีหน้าอาจไม่จริงแล้ว จึงต้องดูว่าข้อความนั้นระบุเวลากำกับไว้หรือไม่ ก่อนนำไปอ้างอิง
ภาพและไดอะแกรม
flowchart TD
S[ข้อความจากเรื่องที่อ่าน] --> Q{ตรวจสอบได้ไหมว่าเกิดขึ้นจริง}
Q -- ได้ --> F[ข้อเท็จจริง<br/>ใคร · ทำอะไร · ที่ไหน · เมื่อไร · จำนวนเท่าไร]
Q -- ไม่ได้ --> P{มีคำบอกความรู้สึกหรือการตัดสินไหม}
P -- มี --> O[ข้อคิดเห็น<br/>คิดว่า · น่าจะ · ดีที่สุด · น่ารัก · น่าเสียดาย]
P -- ไม่มี --> U[ยังตัดสินไม่ได้<br/>ต้องหาหลักฐานเพิ่มก่อน]
O --> R[ไม่ผิดที่ผู้เขียนจะคิด แต่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงไม่ได้]
คำบรรยายภาพ: แผนผังการแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น เริ่มจากหยิบข้อความในเรื่องที่อ่านขึ้นมาถามว่าตรวจสอบได้หรือไม่ว่าเกิดขึ้นจริง ถ้าตรวจสอบได้เป็นข้อเท็จจริงเพราะบอกได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร จำนวนเท่าไร ถ้าตรวจสอบไม่ได้ให้ดูต่อว่ามีคำบอกความรู้สึกหรือการตัดสินหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ผิดแต่ใช้ยืนยันข้อเท็จจริงไม่ได้ ถ้าไม่มีเลยแปลว่ายังตัดสินไม่ได้ต้องหาหลักฐานเพิ่ม