กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 4.1

ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค

อ่านทำไม

คำในภาษาไทยไม่ได้อยู่กันแบบสุ่ม — แต่ละคำทำหน้าที่ของตัวเองในประโยค บางคำเป็นชื่อของคนหรือสิ่งของ บางคำบอกว่าประธานทำอะไร บางคำขยายให้ชัดขึ้น และบางคำเชื่อมความคิดสองส่วนเข้าด้วยกัน ข้อสอบเข้า ม.1 ออกเรื่องนี้เกือบทุกปีและมักให้ขีดเส้นใต้คำในประโยคแล้วถามว่าเป็นคำชนิดใด จึงต้องตอบให้ได้ว่า «คำนั้นทำหน้าที่อะไร» ไม่ใช่ดูแค่ความหมายของคำ ไฟล์นี้เป็นฐานให้เรื่องประโยค (ดู th-syntax) และการสร้างคำ (ดู th-wordform) ต่อยอดต่อไป

เรื่องย่อยที่ 1

คำนามและคำสรรพนาม

องค์ความรู้

  • ชนิดของคำ แบ่งตาม หน้าที่ ได้ 7 ชนิด — ดูว่าคำนั้นทำอะไรในประโยค ไม่ได้ดูที่ความยาวหรือตัวสะกด
ชนิดของคำ หน้าที่ในประโยค ตัวอย่าง
คำนาม เป็นชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และสิ่งที่มองไม่เห็น พ่อ แมว โต๊ะ โรงเรียน ความดี
คำสรรพนาม ใช้แทนคำนาม เพื่อไม่ต้องพูดชื่อซ้ำ ฉัน เธอ เขา มัน เรา ท่าน นี่ นั่น
คำกริยา บอกอาการ การกระทำ หรือสภาพของประธาน กิน วิ่ง นอน เป็น มี ดีใจ
คำวิเศษณ์ ขยายคำนาม สรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ด้วยกัน ดี สูง เร็ว มาก น้อย
คำบุพบท นำหน้าคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกความสัมพันธ์ ใน บน ใต้ กับ ของ แก่ จาก
คำสันธาน เชื่อมคำหรือประโยคให้ต่อกัน และ แต่ หรือ เพราะ ทั้ง…และ ถ้า
คำอุทาน แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด โอ๊ย อ้าว เฮ้ย ว้าว
  • หน้าที่ของคำในประโยค ที่ ป.6 ต้องบอกได้ — ประธาน (ใคร · อะไร) · ภาคแสดงหรือคำกริยา (ทำอะไร · เป็นอะไร) · กรรม (ถูกกระทำ มักอยู่หลังคำกริยา) · ส่วนขยาย (ทำให้ประธาน กริยา หรือกรรมชัดขึ้น)
  • คำนาม เป็นชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ความรัก ความดี · แบ่งได้เป็นคำนามชื่อทั่วไป (สามัญ) กับชื่อเฉพาะ (วิสามัญ) · คำบอกกลุ่ม เช่น ฝูง โขลง คณะ · และคำอาการนามที่เติม «ความ» «การ» ข้างหน้า
  • คำสรรพนาม ใช้แทนคำนาม เพื่อไม่ต้องเอ่ยชื่อซ้ำ · บุรุษที่ 1 ผม ดิฉัน ฉัน เรา หนู · บุรุษที่ 2 คุณ เธอ ท่าน · บุรุษที่ 3 เขา มัน พวกเขา · และสรรพนามบอกความใกล้ไกลหรือใช้ถาม เช่น นี่ นั่น โน่น ใคร อะไร
  • หลักสังเกต — ตอบคำถาม ใคร อะไร ได้ = คำนาม · แทนคำนามได้ = คำสรรพนาม

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «พ่อปลูกมะม่วงหลังบ้าน» คำว่า «มะม่วง» เป็นคำชนิดใด — คำนาม เพราะเป็นชื่อเรียกผลไม้และทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา «ปลูก»
  • «มะม่วง» กับ «มัน» ต่างกันอย่างไร — «มะม่วง» เป็นคำนามเพราะเป็นชื่อของสิ่งของ · «มัน» เป็นคำสรรพนามเพราะใช้แทนชื่อของสัตว์หรือสิ่งของที่พูดถึง
  • «คน» ใน «คนดีหายาก» เป็นคำนามจริงหรือไม่ — เป็นคำนาม เพราะเป็นชื่อเรียกคนทั่วไป และมี «ดี» มาขยาย · ถ้าเปลี่ยนเป็น «เขาดี» คำว่า «เขา» กลับเป็นคำสรรพนาม
  • «ความรัก» «การเดิน» เป็นคำนามหรือไม่ — เป็นคำนาม เพราะทำหน้าที่เป็นชื่อของสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา · คำที่เติม «ความ» และ «การ» แล้วกลายเป็นคำนามนี้ เรียกว่า คำอาการนาม
  • อ่าน «รามเกียรติ์» ตอนศึกไมยราพ (บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) 2 วรรคที่ว่า «โอ้ว่าสมเด็จพระเชษฐา เราจากพาราเขตขัณฑ์ / ได้ยากลำบากด้วยกัน ที่ในอารัญกันดาร» แล้วหาคำนามกับคำสรรพนาม — «สมเด็จพระเชษฐา» เป็น คำนาม เพราะเป็นชื่อเรียกบุคคล · «พาราเขตขัณฑ์» และ «อารัญ» เป็นคำนามเพราะเป็นชื่อเรียกเมืองและป่า · «เรา» เป็น คำสรรพนาม เพราะใช้แทนตัวผู้พูด · «กัน» ก็เป็นคำสรรพนามเพราะใช้แทนผู้ที่พูดด้วยกัน · เห็นได้ว่าบทกลอนวิเคราะห์ชนิดของคำได้เหมือนประโยคทั่วไป เพราะเราดูที่ หน้าที่ ของคำนั้นในที่ที่มันอยู่

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A["เจอคำในประโยค"] --> B{"คำนี้ทำหน้าที่อะไร"}
    B -- "เป็นชื่อคน สัตว์ สิ่งของ" --> N["คำนาม"]
    B -- "ทำอะไร · เป็นอะไร" --> V["คำกริยา"]
    B -- "อย่างไร · แค่ไหน" --> W["คำวิเศษณ์"]
    B -- "ใช้แทนคำนาม" --> P["คำสรรพนาม"]
    B -- "เชื่อมคำหรือประโยค" --> S["คำสันธาน"]
    B -- "นำหน้าคำนาม" --> R["คำบุพบท"]
    B -- "แสดงอารมณ์ผู้พูด" --> U["คำอุทาน"]

คำบรรยายภาพ: ผังการวิเคราะห์ชนิดของคำ เริ่มจากเจอคำในประโยค แล้วถามว่าคำนั้นทำหน้าที่อะไร คำตอบจะชี้ไปยังชนิดของคำ 7 ชนิด ได้แก่ คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำสรรพนาม คำสันธาน คำบุพบท และคำอุทาน

เรื่องย่อยที่ 2

คำกริยา

องค์ความรู้

  • คำกริยา คือคำที่บอก อาการ การกระทำ หรือสภาพ ของประธาน · ตอบคำถาม ทำอะไร เป็นอะไร เป็นอย่างไร
  • คำกริยาบอกการกระทำ — กิน วิ่ง อ่าน เขียน ช่วย ล้าง ซื้อ (มีผู้กระทำชัดเจน)
  • คำกริยาบอกสภาพหรืออาการ — ดีใจ ป่วย ง่วง เห็น ได้ยิน (ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหว แต่บอกสภาพที่เกิดขึ้น)
  • คำกริยาช่วย — ช่วยให้ความหมายของคำกริยาแท้ชัดขึ้น เช่น จะ กำลัง ได้ ต้อง คง เคย เช่น «จะไป» «กำลังอ่าน» «ต้องส่ง»
  • แยกกริยากรรมกับกริยาไม่ต้องมีกรรม — «นอน» «วิ่ง» ไม่ต้องมีกรรม · «กิน» «อ่าน» «ตี» ต้องมีกรรมมารองรับจึงจะได้ความครบ
  • คำกริยาทำหน้าที่เป็นภาคแสดง เป็นแกนของประโยค ถ้าตัดคำกริยาออก ประโยคจะไม่ครบความ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «ลุงซ่อมหลังคาบ้าน» คำว่า «ซ่อม» เป็นคำชนิดใด — คำกริยา เพราะบอกการกระทำที่ทำให้ของกลับใช้ได้ และมี «หลังคา» เป็นกรรม
  • «พ่อยิ้มรับแขกหน้าบ้าน» คำว่า «ยิ้ม» กับ «รับ» ต่างกันอย่างไร — ทั้งสองเป็นคำกริยา แต่ «ยิ้ม» บอกอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีกรรมมารองรับ ส่วน «รับ» บอกการกระทำที่มี «แขก» เป็นกรรม
  • «กำลัง» ใน «ฝนกำลังตก» เป็นคำกริยาหรือไม่ — «กำลัง» เป็น คำกริยาช่วย เพราะไม่ได้บอกการกระทำเอง แต่ช่วยบอกว่าการกระทำ «ตก» กำลังเกิดขึ้น
  • «ดีใจ» กับ «ดี» ต่างกันอย่างไร — «ดีใจ» เป็นคำกริยาบอกสภาพของประธาน · «ดี» เป็นคำวิเศษณ์เมื่อไปขยายคำนาม เช่น «เด็กดี» — คำที่ดูคล้ายกันใช้ตำแหน่งในประโยคเป็นตัวตัดสิน
  • อ่าน «ราชาธิราช» (เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และคณะ · ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2496) ตอนที่ว่า «ด้วยพระมหาเทวีให้มาเรียกเอาไปแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าราชาธิราชก็ทรงพระโกรธ จึงตรัสสั่งให้ไปเรียกเอามา» แล้วหาคำกริยา — «ให้มา» «เรียก» «เอาไป» ล้วนเป็นคำกริยาบอกการกระทำ · «ทรงพระโกรธ» เป็นคำกริยาบอกสภาพของพระเจ้าราชาธิราช · «ตรัส» และ «สั่ง» เป็นคำกริยาบอกการกระทำที่ต่อกันเป็นชุด · สังเกตว่าประโยคเดียวมีคำกริยาหลายตัวได้ แต่มี ประธานเพียงตัวเดียว คือ «พระเจ้าราชาธิราช» จึงต้องดูว่าคำกริยาแต่ละตัวเกี่ยวข้องกับใคร
เรื่องย่อยที่ 3

คำวิเศษณ์

องค์ความรู้

  • คำวิเศษณ์ คือคำที่ทำหน้าที่ ขยาย คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ด้วยกัน · ตอบคำถาม อย่างไร แค่ไหน
  • คำวิเศษณ์ขยายคำนาม เช่น «เด็กดี» «บ้านหลังใหญ่» «แมวสีดำ» — อยู่หลังคำที่ขยาย
  • คำวิเศษณ์ขยายคำกริยา เช่น «วิ่งเร็ว» «พูดเพราะ» «นอนหลับสบาย» — บอกว่ากระทำอย่างไร
  • คำวิเศษณ์ขยายคำวิเศษณ์ เช่น «สวยมาก» «เร็วเกินไป» «ดีที่สุด» — คำว่า «มาก» «เกินไป» «ที่สุด» ไปขยายคำวิเศษณ์ตัวอื่นอีกชั้นหนึ่ง
  • คำวิเศษณ์บอกเวลาและสถานที่ เช่น เมื่อวาน พรุ่งนี้ ข้างบน ที่นั่น — บอกว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อไรหรือที่ไหน
  • คำวิเศษณ์ไม่มีกรรม และไม่เป็นแกนของประโยค จึงตัดออกได้แต่ประโยคยังครบความ เพียงแต่ไม่ชัดเท่าเดิม

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «ดอกไม้ในสวนสวยมาก» มีคำชนิดใดบ้าง — «ดอกไม้» คำนาม · «ใน» บุพบท · «สวน» คำนาม · «สวย» คำวิเศษณ์ขยาย «ดอกไม้» · «มาก» คำวิเศษณ์ขยายคำวิเศษณ์ «สวย» อีกชั้นหนึ่ง
  • «เด็กดีช่วยแม่ล้างจาน» คำว่า «ดี» เป็นคำชนิดใด — คำวิเศษณ์ เพราะขยายคำนาม «เด็ก» ไม่ได้บอกการกระทำ · อย่าตอบว่าเป็นคำกริยาเพียงเพราะคุ้นกับคำว่า «ดี» · แต่ถ้าเขียนว่า «เด็กชายดีช่วยแม่ล้างจาน» และ «ดี» เป็น ชื่อคน คำนั้นก็เปลี่ยนเป็นคำนามวิสามัญที่รวมอยู่ในภาคประธานได้ (ดู th-syntax.md เรื่องส่วนประกอบของประโยค)
  • «เร็ว» ใน «วิ่งเร็ว» กับ «วิ่งด้วยความเร็ว» ต่างกันอย่างไร — «เร็ว» ใน «วิ่งเร็ว» เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำกริยา «วิ่ง» · ส่วน «ความเร็ว» เป็นคำนามเพราะเติม «ความ» ข้างหน้าแล้วกลายเป็นชื่อของสิ่งหนึ่ง
  • «เพราะ» เป็นคำชนิดใด — ต้องดูตำแหน่ง · ใน «เขาพูดเพราะ» เป็น คำวิเศษณ์ ขยายคำกริยา «พูด» · แต่ใน «เพราะฝนตกถนนจึงเปียก» เป็น คำสันธาน เชื่อมความ · คำเดียวเป็นได้หลายชนิดตามหน้าที่
  • อ่าน «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร · เจ้าฟ้ากุ้ง · 4 วรรคแรกจากฉบับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมศิลปากร) ตอนที่ว่า «ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย» แล้วหาคำวิเศษณ์ — «งาม» เป็น คำวิเศษณ์ ขยายคำนาม «เรือต้น» · «เฉิดฉาย» ก็เป็นคำวิเศษณ์ขยายความให้เห็นภาพว่าเรือนั้นงามอย่างไร · ทั้งสองคำไม่ได้บอกการกระทำและไม่มีกรรม จึงไม่ใช่คำกริยา · ตัวอย่างนี้แสดงว่าบทร้อยกรองก็ใช้คำวิเศษณ์เรียงซ้อนกันได้ เพื่อให้ภาพชัดขึ้น
เรื่องย่อยที่ 4

คำบุพบทและคำสันธาน

องค์ความรู้

  • คำบุพบท คือคำที่ นำหน้าคำนามหรือคำสรรพนาม เพื่อบอกความสัมพันธ์ว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน กับใคร หรือเป็นของใคร · ตัวอย่าง ใน บน ใต้ กับ ของ แก่ จาก โดย ต่อ เมื่อ เพื่อ
  • คำสันธาน คือคำที่ เชื่อม คำ ประโยค หรือข้อความให้ต่อกัน
    • เชื่อมความคล้อยตามกัน — และ · ทั้ง…และ
    • เชื่อมความขัดแย้งกัน — แต่ · แต่ทว่า · ถึง…ก็
    • เชื่อมความให้เลือก — หรือ · ไม่ก็
    • เชื่อมเป็นเหตุเป็นผล — เพราะ · ด้วย · จึง · ก็ · เพราะฉะนั้น
  • บุพบทกับสันธานต่างกันที่หน้าที่ — บุพบท นำหน้า คำนามหรือคำสรรพนามเพื่อบอกความสัมพันธ์ แต่สันธาน เชื่อม คำหรือประโยคสองส่วนที่เท่ากัน
  • ทั้ง…และ เป็นคำสันธานเชื่อมความคล้อยตาม ไม่ใช่ประโยคความซ้อน (ดู th-syntax) — ถ้าเข้าใจผิดจะแยกชนิดประโยคผิดตามไปด้วย

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «นักเรียนอ่านหนังสือในห้องสมุด» คำว่า «ใน» เป็นคำชนิดใด — คำบุพบท เพราะนำหน้าคำ «ห้องสมุด» เพื่อบอกสถานที่อ่านหนังสือ
  • «ทั้งพ่อและแม่พูดเพราะ» ใช้คำใดเชื่อม — «ทั้ง…และ» เป็น คำสันธาน เชื่อมคำสองคำให้เป็นความเดียวกัน · ส่วน «เพราะ» เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำกริยา «พูด»
  • «จะไปเที่ยวหรืออยู่บ้าน» คำว่า «หรือ» ทำหน้าที่อะไร — เป็น คำสันธาน เชื่อมความให้เลือกสองอย่าง และไม่ใช่คำบุพบทเพราะไม่ได้นำหน้าคำนามเพื่อบอกความสัมพันธ์
  • «ของ» กับ «และ» ต่างกันอย่างไร — «ของ» เช่น «กระเป๋าของน้อง» เป็นคำบุพบทเพราะนำหน้าคำนามเพื่อบอกความเป็นเจ้าของ · «และ» เช่น «พ่อและแม่» เป็นคำสันธานเพราะเชื่อมคำสองคำเข้าด้วยกัน
  • อ่าน «นิทานเวตาล» ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (นามปากกา น.ม.ส. · พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2461) ตอนต้นเรื่องที่ว่า «ในเวลาเล่านิทานนั้น ข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาถามพระองค์» แล้วหาคำบุพบทกับคำสันธาน — «ใน» เป็น คำบุพบท นำหน้าคำ «เวลา» เพื่อบอกว่าเรื่องเกิดเมื่อใด · «นั้น» เป็นคำแสดงความชี้เฉพาะทำหน้าที่ขยาย · ส่วนตัวอย่างที่ชัดกว่าเป็นคำสันธานคือข้อความจาก «ราชาธิราช» ที่ว่า «จึงตรัสสั่งให้ไปเรียกเอามา» ซึ่งคำว่า «จึง» เป็น คำสันธาน เชื่อมเหตุที่ทรงพระโกรธกับผลที่ตามมา · ข้อสอบชอบให้อ่านสองส่วนที่เชื่อมกันด้วย «จึง» «แต่» «เพราะ» แล้วถามว่าเชื่อมความสัมพันธ์แบบใด
เรื่องย่อยที่ 5

คำอุทาน

องค์ความรู้

  • คำอุทาน คือคำที่ใช้แสดง อารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด โดยไม่ได้บอกการกระทำและไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรม · มักมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับ
  • คำอุทานบอกอารมณ์ — โอ๊ย (เจ็บ) · อนิจจา (อึ้ง สงสาร) · ว้าว (ดีใจ) · ซวยจริง (รำคาญ) · เอ๊ะ (สงสัย)
  • คำอุทานเรียกหรือทัก — เฮ้ย · อ้าว · นี่แน่ะ · คุณ! · น้อง!
  • คำอุทานเสริมคำพูด — จ๊ะ จ้ะ นะ เถอะ นั่นแหละ (มักอยู่ท้ายประโยคเพื่อเน้นหรือทำให้นุ่มนวลขึ้น)
  • คำอุทานตัดออกจากประโยคได้ — แต่ประโยคยังบอกความเดิมได้ เพียงแต่เสียอารมณ์ของผู้พูดไป · นี่คือวิธีแยกคำอุทานออกจากคำชนิดอื่นได้เร็วที่สุด
  • อย่าสับสนกับคำกริยาที่บอกอารมณ์ — «ดีใจ» «เสียใจ» เป็นคำกริยาบอกสภาพของประธาน แต่ «ดีใจจัง!» ที่ลอยขึ้นมาตัวคนเดียวในฐานะเสียงอุทาน ก็จัดเป็นคำอุทานตามที่มันทำหน้าที่

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «โอ๊ย! เจ็บจัง» คำว่า «โอ๊ย» เป็นคำชนิดใด — คำอุทาน เพราะแสดงความรู้สึกเจ็บของผู้พูด ไม่ได้บอกการกระทำและไม่มีใครเป็นประธานของคำนี้
  • «อ้าว! มาถึงแล้วหรือ» คำว่า «อ้าว» ทำหน้าที่อะไร — เป็นคำอุทานแสดงความประหลาดใจ · ส่วน «มาถึง» เป็นคำกริยาและ «แล้ว» เป็นคำวิเศษณ์บอกกาล
  • «ว้าว» กับ «ดู» ใน «ว้าว! ภาพสวยจัง» ต่างกันอย่างไร — «ว้าว» เป็นคำอุทานเพราะแสดงอารมณ์ · «สวย» เป็นคำวิเศษณ์ขยาย «ภาพ» · ถ้าเอาคำว่า «ว้าว» ออก ประโยค «ภาพสวยจัง» ยังครบความ
  • อ่าน «รามเกียรติ์» ตอนศึกไมยราพ (บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ตอนที่ว่า «โอ้ว่าสมเด็จพระเชษฐา เราจากพาราเขตขัณฑ์» แล้วดูคำว่า «โอ้» — «โอ้» เป็น คำอุทาน เพราะเป็นเสียงที่ผู้พูดเปล่งออกมาก่อนจะเล่าความ เป็นคำที่แสดงอารมณ์คร่ำครวญของตัวละคร · ส่วนที่ตามมาคือคำนามและคำสรรพนาม · วิธีตรวจง่าย ๆ คือลองตัด «โอ้» ออก ประโยค «ว่าสมเด็จพระเชษฐา…» ยังเล่าความได้เหมือนเดิม แต่เสียงของบทจะเปลี่ยนไปมาก จึงยืนยันได้ว่า «โอ้» ทำหน้าที่เป็นคำอุทาน
  • อ่าน «นิราศภูเขาทอง» ของสุนทรภู่ (กลอนแปด) วรรคที่ว่า «โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร» แล้วดูคำว่า «โอ้» — «โอ้» เป็นคำอุทานแสดงความรำลึก · «ผ่าน» เป็นคำกริยา · «เกล้า» และ «ประคุณ» เป็นคำนาม · «สุนทร» เป็นคำนามชื่อผู้แต่ง · คำอุทานจึงอยู่ข้างหน้าประโยคเสมอ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของใจความ แต่มันเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของทั้งบท

ข้อควรระวัง

  • ชนิดของคำดูที่ «หน้าที่ในประโยค» ไม่ใช่ดูที่ตัวคำ — คำเดียวกันเป็นได้หลายชนิด เช่น «เพราะ» เป็นได้ทั้งคำวิเศษณ์และคำสันธาน ถ้าถามว่าคำที่ขีดเส้นใต้เป็นชนิดใด ให้ดูว่ามันทำอะไรในประโยคนั้นก่อนตอบ
  • คำที่เติม «ความ» «การ» แล้วกลายเป็นคำนาม เป็นคำใหม่ — อย่าง «ความรัก» «การเดิน» ไม่ใช่คำกริยาที่เปลี่ยนชนิด แต่ต้องตอบว่าเป็นคำนาม
  • «ทั้ง…และ» เป็นคำสันธานเชื่อมความคล้อยตาม — ไม่ใช่คำเชื่อมของประโยคความซ้อน (ดู th-syntax) · สับสนแล้วจะแยกชนิดประโยคผิดด้วย
  • คำวิเศษณ์ไม่มีกรรมและไม่ใช่แกนของประโยค — ถ้าตัดแล้วประโยคยังครบความ แปลว่าคำนั้นเป็นส่วนขยาย อย่าตอบว่าเป็นคำกริยา
  • คำอุทานตัดออกได้ แต่คำกริยาตัดออกไม่ได้ — «โอ๊ย! เจ็บจัง» ถ้าตัด «โอ๊ย» ประโยคยังอยู่ แต่ถ้าตัด «เจ็บ» ประโยคจะไม่ครบความ
  • อย่าตัดสินจากความหมายของคำเพียงอย่างเดียว — คำที่แปลว่า «พูด» เช่น «ตรัส» อาจวางตัวเป็นคำนามได้ในบางบริบท การดูตำแหน่งและคำแวดล้อมชี้ชัดกว่าเสมอ

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 7–11)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 4.1 ป.6/1 «วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค» (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf (ไฟล์เก็บไว้ที่ ../_ref/thai-2551-obec.pdf)
  • คลังคำของโปรเจ็ค: datas/glossary.csv (แถว «ทั้ง…และ» · «ประโยคความรวม» · «ประโยคความซ้อน»)
  • เรื่องที่เกี่ยวข้อง: คำราชาศัพท์ที่ th-royal.md · ระดับภาษาและภาษาพูด–ภาษาเขียนที่ th-register.md · โครงสร้างและชนิดของประโยคที่ th-syntax.md · การสร้างคำที่ th-wordform.md
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «รามเกียรติ์» — บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช · ตอนศึกไมยราพ https://th.wikisource.org/wiki/รามเกียรติ์ (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «ราชาธิราช» — เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และคณะ · ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2496 — คัดจากความตอนที่ชาวพระคลังกราบทูลเรื่องพระธำมรงค์ที่ขาดจากท้องพระคลัง https://th.wikisource.org/wiki/ราชาธิราช/เล่ม_๑๒ (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน — เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย https://www.finearts.go.th/main/view/9808 (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «นิทานเวตาล» — พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2461 · ข้อความที่คัดคือตอนต้นเรื่อง https://th.wikisource.org/wiki/นิทานเวตาล (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «นิราศภูเขาทอง» — สุนทรภู่ (กลอนแปด) https://th.wikisource.org/wiki/นิราศภูเขาทอง (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?