กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 4.1

สำนวนไทย คำพังเพย และสุภาษิต

อ่านทำไม

สำนวน คำพังเพย และสุภาษิต คือภาษาชั้นดีที่คนไทยใช้ต่อกันมาหลายชั่วคน ทั้งสามอย่างพูดเรื่องหนึ่งแต่ให้คิดอีกเรื่องหนึ่ง จึงวัดได้ทั้งการอ่านตีความและการเลือกใช้ภาษาให้ตรงสถานการณ์ ข้อสอบเข้า ม.1 ถือเป็นสาระที่แทบทุกโรงเรียนออก «มักออก–ห้ามพลาด» และออกในรูปเดิมซ้ำ ๆ คือให้อ่านสถานการณ์สั้น ๆ แล้วเลือกสำนวนที่เข้าคู่กัน เด็กที่รู้จักสำนวนมากจะได้เปรียบชัดเจน

เรื่องย่อยที่ 1

สำนวนไทยและความหมายโดยนัย

องค์ความรู้

  • สำนวน คือถ้อยคำที่คนไทยใช้พูดกันสืบมาเป็นแบบแผน จนกลายเป็น «ของกลาง» ของภาษา — ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครคิดขึ้นเป็นคนแรก
  • จุดสำคัญที่สุดของสำนวนคือ ความหมายโดยนัย คือความหมายที่ไม่ได้มาจากคำแต่ละคำตรง ๆ แต่มาจาก ภาพเปรียบ ที่ถ้อยคำนั้นชักชวนให้เห็น
  • วิธีเดาความหมายสำนวนจากบริบท ทำได้ตามลำดับนี้
    1. อ่านภาพที่สำนวนวาดให้เห็นก่อน (ใครกำลังทำอะไรกับอะไร)
    2. ดูว่าโจทย์ต้องการตัดสินพฤติกรรมใดของคน
    3. เลือกความหมายที่เข้ากับ ผล ของเรื่อง เช่น สำนวนที่ว่า «ตักน้ำรดหัวตอ» ให้ภาพการรดน้ำลงบนตอไม้ที่ตายแล้ว → ผลคือไม่มีอะไรงอกขึ้น แปลว่า สอนคนที่ไม่ยอมฟัง ไม่เกิดผลอะไร
  • สำนวน ห้ามแก้ถ้อยคำ ให้ต่างจากที่ใช้กันมา และ ห้ามคิดขึ้นใหม่ แม้จะแต่งได้สวยกว่า เพราะข้อสอบวัดว่าเด็กรู้จักของเก่าหรือไม่
  • สำนวนจำนวนมากยกภาพจากการเกษตรและการค้าขายในชีวิตจริง เช่น «น้ำขึ้นให้รีบตัก» «ขี่ช้างจับตั๊กแตน» «วัวหายล้อมคอก» จึงเดาความหมายได้จากภาพเสมอ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «น้ำขึ้นให้รีบตัก» หมายถึงอะไร — ภาพคือตอนน้ำขึ้นมีน้ำมากให้ตักได้ง่าย → หมายถึง มีโอกาสเมื่อใดให้รีบคว้าไว้ ไม่ใช่ให้รอจังหวะอื่น
  • เพื่อนลงทุนซื้อกล้องราคาแพงเพื่อถ่ายรูปนกตัวเดียวในสวน ควรใช้สำนวนใด — «ขี่ช้างจับตั๊กแตน» เพราะภาพคือลงทุนใหญ่แต่ได้ของเล็ก
  • «วัวหายล้อมคอก» ใช้กับสถานการณ์ใด — กับสถานการณ์ที่ ของหายไปแล้วจึงเพิ่งมาป้องกัน เช่น ทำการบ้านหายแล้วจึงเพิ่งค้นกระเป๋าดู · คำเตือนของสำนวนนี้คือให้ป้องกันก่อน ไม่ใช่แก้ทีหลัง
  • «เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม» บอกอะไร — ภาพคือไปอยู่ที่ใดที่มีธรรมเนียมต่างจากเรา ก็ต้องทำตามที่นั้น → หมายถึง ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เราเข้าไปอยู่

ภาพและไดอะแกรม

สำนวน ภาพที่เห็น ความหมายโดยนัย
น้ำขึ้นให้รีบตัก น้ำขึ้นแล้วรีบตักไว้ มีโอกาสเมื่อใดให้รีบคว้าไว้
ขี่ช้างจับตั๊กแตน ขี่ช้างไปจับแมลงตัวเล็ก ลงทุนมากแต่ได้ของเล็กน้อย
วัวหายล้อมคอก วัวหายไปแล้วจึงล้อมคอก เสียหายแล้วจึงเพิ่งแก้ไข
ชุบมือเปิบ ล้างมือแล้วเอามือเปิบ ฉวยประโยชน์จากสิ่งที่คนอื่นทำไว้
เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ทำตามตาข้างที่หลิ่วของชาวเมือง ปรับตัวให้เข้ากับที่ที่เราเข้าไปอยู่

คำบรรยายภาพ: ตารางสำนวนไทยห้าสำนวน แต่ละสำนวนมีคอลัมน์ตรงกลางบอกภาพที่ถ้อยคำทำให้เห็น เช่น ขี่ช้างไปจับตั๊กแตน และคอลัมน์ขวาบอกความหมายโดยนัยที่แท้จริงว่าเป็นการลงทุนมากแต่ได้ของเล็กน้อย เพื่อให้เห็นว่าความหมายของสำนวนมาจากภาพเปรียบ ไม่ได้มาจากคำแต่ละคำตรง ๆ

เรื่องย่อยที่ 2

คำพังเพย

องค์ความรู้

  • คำพังเพย คือถ้อยคำ เปรียบเทียบที่ใช้กันมานาน มีความหมายโดยนัยเช่นเดียวกับสำนวน แต่มีสีสันต่างกันตรงที่คำพังเพยมักใช้ ติ เสียดสี หรือเหน็บแนมพฤติกรรมของคน มากกว่าจะออกมาเป็นคำสอนตรง ๆ
  • คำพังเพยจึงมักใช้ตอบเมื่อ เห็นคนทำอะไรไม่สมเหตุสมผล และมักเป็นคำเปรียบสั้น ๆ ที่ยกภาพ กิน อยู่ ใช้ ที่คนไทยคุ้น
  • จุดต่างจากสำนวน — สำนวนนั้นใช้ได้กว้าง ๆ ไม่ได้มุ่งวิจารณ์ใครเป็นพิเศษ ส่วนคำพังเพย มีเป้าที่พฤติกรรมของคน ในทางติหรือเสียดสี
  • จุดต่างจากสุภาษิต — สุภาษิตออกมาเป็นคำสอนตรง ๆ ว่า «ควรทำ» ส่วนคำพังเพยออกมาเป็นภาพให้เราสังเกตเองว่า «แบบนี้ไม่เข้าท่า»
  • คำพังเพยส่วนหนึ่งยกภาพจากชีวิตจริงในสมัยก่อน จึงเห็นภาพการทำมาหากินได้ชัด เช่น «มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ» «ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิด»

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ» ติพฤติกรรมใด — ภาพคือเอาของเล็กน้อยลงไปในของมากแล้วเสียของมากกว่าได้ → ติคนที่ ลงทุนหรือทำอะไรเกินกว่าเหตุ เสียมากกว่าได้ เช่น ว่าจ้างรถมาขนของชิ้นเล็ก ๆ
  • เพื่อนทำการบ้านไม่เสร็จแล้วรีบก๊อปปี้ของเพื่อนส่ง ควรใช้คำพังเพยใดเตือน — «จับแพะชนแกะ» เพราะภาพคือหาเอาตัวโน้นตัวนี้มาแทนกันให้พ้นตัวไป ซึ่งติการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างขอไปที ไม่แก้อาการ
  • «ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิด» ใช้กับเรื่องใด — เรื่องที่ ปิดเรื่องใหญ่ไว้ไม่มิด เช่นสอบตกแล้วเก็บงำไว้ เพราะตัวช้างใหญ่เกินกว่าใบบัวจะปิดได้
  • «ย้อมแมวขาย» ต่างจาก «จับแพะชนแกะ» อย่างไร — «ย้อมแมวขาย» ติคนที่จงใจ หลอกขายของที่ไม่มีคุณภาพ ส่วน «จับแพะชนแกะ» ติคนที่ แก้ปัญหาแบบขอไปที โดยไม่ได้ตั้งใจหลอกใครเป็นหลัก

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A["อ่านสถานการณ์ที่โจทย์ให้"] --> B{"ผู้พูดต้องการอะไร"}
    B -->|"ยกเป็นคำสอนตรง ๆ"| C["สุภาษิต"]
    B -->|"ติหรือเสียดสีกลาง ๆ"| D["คำพังเพย"]
    B -->|"ยกภาพเปรียบให้เห็นโดยไม่วิจารณ์ใคร"| E["สำนวน"]
    C --> F{"ถ้อยคำที่ตรงกับเรื่องจริงหรือไม่"}
    D --> F
    E --> F
    F -->|"ตรง"| G["เลือกใช้ได้"]
    F -->|"ไม่ตรง"| A

คำบรรยายภาพ: ผังเลือกใช้สำนวน คำพังเพย หรือสุภาษิต เริ่มจากอ่านสถานการณ์แล้วดูว่าผู้พูดต้องการยกเป็นคำสอนตรง ๆ ใช้ติเสียดสีกลาง ๆ หรือใช้ภาพเปรียบให้เห็นโดยไม่วิจารณ์ใคร จากนั้นจึงเลือกถ้อยคำให้ตรงกับเรื่องที่พูด แล้วย้อนกลับไปอ่านใหม่ถ้ายังไม่ตรง

เรื่องย่อยที่ 3

สุภาษิตและคติพจน์

องค์ความรู้

  • สุภาษิต คือถ้อยคำที่เป็น คำสอนใจที่บอกตรง ๆ บอกว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วได้ความหมายทันทีแม้จะไม่มีสถานการณ์ประกอบ ไม่ต้องตีความผ่านภาพเปรียบเสมอไป
  • คติพจน์ คือข้อความสั้น ๆ ที่ใช้ยึดเป็นหลักใจหรือเตือนความจำ เช่น คำคม คำขวัญ และคำกล่าวของบุคคลที่ยกมาเตือนกันบ่อย ๆ — ต่างจากสุภาษิตตรงที่สุภาษิตเป็นของเก่าที่สืบกันมาไม่ปรากฏผู้กล่าวชัด
  • สุภาษิตและสำนวนมักปนกันในวรรณคดี — กวีมักยกสุภาษิตขึ้นมาสอดในบทกลอนเพื่อสอนใจ เมื่ออ่านบทร้อยกรองจึงต้องแยกว่า «วรรคใดเป็นคำสอน» และ «วรรคใดเป็นภาพเปรียบ»
  • ข้อสอบชอบถามใน 2 รูปแบบ — (1) เติมสุภาษิตให้ตรงกับสถานการณ์ (2) ถามว่าสุภาษิตในข้อใดให้ข้อคิดเดียวกันกับวรรคในวรรณคดีที่ยกมา
  • สุภาษิตที่ควรรู้จักและใช้เป็นตัวอย่างได้ — «อดเปรี้ยวไว้กินหวาน» อดใจรอผลดีกว่าในภายหลัง · «รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา» ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว · «ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น» เพียรพยายามแล้วย่อมมีวันสำเร็จ · «น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า» คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • อ่าน «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า · คัดจาก «ประชุมโคลงโลกนิติ» · สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ) ว่า «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ ฤๅมี เสียงนา / กัลออมพร่องชลธี เฟื่องฟื้น / ผู้ปราชญ์ห่อนวาที สรรเสริญ ตนนา / คนถ่อยความรู้ตื้น มากถ้อยลามปาม» แล้วบอกว่าเป็นคำสอนเรื่องใด — บทนี้ยก «หม้อน้ำ» สองใบทียบกัน คือ หม้อที่เปี่ยมน้ำไม่ส่งเสียง กับหม้อที่พร่องน้ำกลับส่งเสียงกระฉอก แล้วจึงโยงไปถึงคน · ข้อคิดคือ «คนที่มีความรู้จริงมักไม่อวดตน ตรงข้ามกับคนที่รู้น้อยแต่ชอบพูดโอ้อวด» · ถ้าโจทย์ให้เลือกสุภาษิตให้ข้อคิดเดียวกัน ต้องเลือกข้อที่พูดถึง «ความไม่โอ้อวด» ไม่ใช่ข้อที่พูดถึง «ความเพียร»
  • «ขยันอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้คะแนนดี» ควรเติมสุภาษิตใด — «ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น» เพราะเนื้อความยกย่องความเพียร ไม่ได้เน้นการอดทนรอผล
  • «อดเปรี้ยวไว้กินหวาน» ให้ข้อคิดเดียวกับสถานการณ์ใด — สถานการณ์ของคนที่ อดใจไม่ซื้อของเล่นตอนนี้ เพื่อเก็บเงินซื้อของที่อยากได้มากกว่าทีหลัง
  • คำกล่าว «ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น» ควรเรียกว่าสุภาษิตหรือคติพจน์ — เรียกว่า สุภาษิต ได้ เพราะเป็นถ้อยคำที่เป็นคำสอนใจสั้น ๆ ที่คนไทยใช้กันทั่วไป ส่วนคติพจน์ มักเป็นคำคมหรือคำกล่าวที่รู้ว่าใครเป็นผู้กล่าว หรือใช้เป็นหลักใจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ภาพและไดอะแกรม

ประเภท ลักษณะเด่น ตัวอย่าง ความหมาย
สำนวน ยกภาพเปรียบให้เห็น ใช้ได้กว้าง ไม่ได้มุ่งวิจารณ์ใคร «น้ำขึ้นให้รีบตัก» มีโอกาสเมื่อใดให้รีบคว้าไว้
คำพังเพย เปรียบเทียบกลาง ๆ มักติหรือเสียดสีพฤติกรรมคน «จับแพะชนแกะ» แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างขอไปที
สุภาษิต คำสอนใจบอกตรง ๆ ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ «อดเปรี้ยวไว้กินหวาน» อดใจรอผลดีกว่าในภายหลัง
คติพจน์ ข้อความสั้นใช้ยึดเป็นหลักใจ มักรู้ว่ามาจากที่ใด คำคมและคำขวัญที่ยกใช้กัน เตือนใจให้ทำตามหลักนั้น

คำบรรยายภาพ: ตารางเปรียบเทียบถ้อยคำไทยสี่ประเภท สำนวนยกภาพเปรียบโดยไม่วิจารณ์ใคร คำพังเพยใช้ติหรือเสียดสีพฤติกรรมของคน สุภาษิตเป็นคำสอนใจบอกตรง ๆ และคติพจน์เป็นข้อความสั้นที่ใช้ยึดเป็นหลักใจ โดยมีตัวอย่างและความหมายกำกับทุกประเภท

ข้อควรระวัง

  • อย่าเลือกสำนวนตามเสียงที่เพราะ — ต้องเลือกตาม ความหมาย ถ้าใช้ผิดความหมายผู้ฟังจะเข้าใจเจตนาผิดทันที เช่น เตือนเพื่อนให้รีบใช้โอกาส ต้องเป็น «น้ำขึ้นให้รีบตัก» ไม่ใช่ «วัวหายล้อมคอก»
  • อย่าแก้ถ้อยคำหรือคิดสำนวนขึ้นเอง — ข้อสอบวัดของเก่า ทุกตัวเลือกที่ผิดมักเป็นถ้อยคำที่แต่งขึ้นใหม่ให้คล้ายของจริง
  • สำนวนกับคำพังเพยสลับกันได้บ่อย — ดูว่า «มีเป้าที่พฤติกรรมของคนหรือไม่» ถ้ามีเป้าวิจารณ์คน ให้เลือกคำพังเพย
  • สุภาษิตต้องเป็นคำสอนตรง ๆ — ถ้าตัวเลือกให้ภาพเปรียบโดยไม่บอกว่าควรทำอะไร ตัวนั้นมักไม่ใช่สุภาษิต แต่เป็นสำนวน
  • ความหมายบางสำนวนขึ้นกับบริบท — «ตีงูให้หลังหัก» ใช้ได้ทั้งความหมาย «ทำเกินกว่าเหตุ» และ «ทำลายศัตรูที่หมดพิษสงแล้ว» ให้อ่านประโยคแวดล้อมก่อนตัดสิน
  • แยก «สุภาษิต» ออกจาก «คติพจน์» เมื่อโจทย์ถามชนิดของถ้อยคำ — ถ้ารู้ว่าใครกล่าวหรือใช้เป็นคำขวัญของหน่วยงาน ให้ตอบคติพจน์

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 23–25)
  • ขอบเขตและหลักฐานรายเรื่อง: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ไทย-สังคม-อังกฤษ.md — §1.2 «สำนวนไทย · คำพังเพย · สุภาษิต» ป.4–ป.6 «มักออก–ห้ามพลาด» (WE-GEN · WE-THAI · MKD · KCR69) · §1.3 «วรรณคดี–บทไหว้ครู–สุภาษิต–สำนวนไทย» เป็นสายวิเคราะห์ที่ KCR69 เน้น
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 4.1 ป.6/6 (วิเคราะห์และเปรียบเทียบสำนวนที่เป็นคำพังเพยและสุภาษิต) — ดู ../_ref/p6-indicators.md
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • หน้า hub รวมลิงก์เอกสารหลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) — คัดจาก «ประชุมโคลงโลกนิติ» (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ) https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมโคลงโลกนิติ/๐๒๕ (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้) · ความหมายของคำ «กัลออม» (หม้อน้ำ) และ «เพ็ญเพียบน้ำ» (เต็มเปี่ยมด้วยน้ำ) ใช้ตามบทอธิบายศัพท์ในฉบับเดียวกัน
    • งานเรื่องนี้พ้นลิขสิทธิ์แล้ว (กรมพระยาเดชาดิศร สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2439)
  • เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ตัวอย่างสุภาษิตในบทร้อยกรองและบทอาขยานอยู่ที่ th-recite.md · ภาพพจน์และกลวิธีการประพันธ์อยู่ที่ th-craft.md

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?