กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 5.1

ข้อคิดและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรม

อ่านทำไม

วรรณคดีและวรรณกรรมคือสาระที่พาเด็ก ป.6 เข้าไปหางานเขียนที่มีคุณค่า ต่างจากสาระการอ่านตรงที่หัวข้อนี้ไม่ได้ถามเพียงว่า «เรื่องนี้ว่าอะไร» แต่ต้องบอกได้ว่าเรื่องนั้นให้ ข้อคิด อะไร มี คุณค่า ด้านใด และนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงอย่างไร ข้อสอบเข้า ม.1 จึงชอบยกเรื่องย่อหรือบทกลอนสั้น ๆ มา แล้วถามข้อคิดและคุณค่า ซึ่งเป็นจุดที่เด็กมักตอบจากความคุ้นเคยของชื่อเรื่องมากกว่าอ่านเนื้อเรื่องจริง หัวข้อนี้จึงฝึกทั้งการอ่านให้จบ การสรุปข้อคิดจากเนื้อเรื่อง และการอธิบายคุณค่าให้เห็นเป็นรูปธรรม

เรื่องย่อยที่ 1

ข้อคิดและคุณค่าจากวรรณคดี

องค์ความรู้

  • วรรณกรรม เป็นคำกว้าง หมายถึงงานเขียน งานประพันธ์ทุกชนิด ทั้งนิทาน เรื่องสั้น บทความ และบทร้อยกรอง · วรรณคดี เป็นคำที่แคบกว่า คือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าทางศิลปะและภาษา จนคนรุ่นหลังยังอ่านกันอยู่
  • งานเขียนภาษาไทยแบ่งตามรูปแบบได้เป็น 2 พวกใหญ่
    • ร้อยแก้ว — เขียนเป็นความเรียงต่อเนื่อง ไม่บังคับจำนวนคำและสัมผัส เช่น นิทาน เรื่องสั้น บทความ จดหมาย
    • ร้อยกรอง — มี ฉันทลักษณ์ กำกับ คือกำหนดจำนวนคำในแต่ละวรรคและกำหนดสัมผัส เช่น กลอนสี่ กลอนแปด กาพย์ยานี
  • จำแนกร้อยแก้วกับร้อยกรองให้ดูที่รูปแบบ ไม่ใช่ดูที่เนื้อเรื่อง — เรื่องเดียวกันเขียนได้ทั้งสองแบบ ถ้าเล่าเป็นความเรียงก็เป็นร้อยแก้ว ถ้าแต่งเป็นกลอนก็เป็นร้อยกรอง
  • การแสดงความคิดเห็นจากวรรณคดี คือการบอกว่าตัวเองคิดอย่างไรกับเรื่องที่อ่าน แล้ว ยกเหตุผลจากเนื้อเรื่องมาประกอบ ไม่ใช่บอกแค่ว่า «ชอบ» หรือ «ไม่ชอบ»
  • ขั้นตอนการแสดงความคิดเห็นมี 4 ขั้น
    1. อ่านหรือฟังเรื่องให้จบ แล้วจับใจความว่าใครทำอะไร ที่ไหน และผลเป็นอย่างไร
    2. เลือกประเด็นที่จะพูด เช่น ตัวละคร ข้อคิด หรือการกระทำที่ควรทำและไม่ควรทำ
    3. ยก หลักฐานจากเรื่อง มาประกอบ เช่น เหตุการณ์สำคัญหรือคำพูดของตัวละคร
    4. สรุปเป็นความคิดเห็นของตัวเอง พร้อมข้อเสนอว่าควรทำอย่างไรต่อไป
  • ความคิดเห็นที่ดีต้องสุภาพและพร้อมรับฟังคนอื่น — ถ้าไม่เห็นด้วยกับเพื่อน ใช้ถ้อยคำอย่าง «เราไม่เห็นด้วยตรงที่... เพราะ... แล้วเธอคิดว่าอย่างไร» ไม่ใช่ตัดสินว่าเพื่อนคิดผิด
  • แยกให้ออกว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงในเรื่อง อะไรเป็นความคิดเห็นของผู้อ่าน — «กระต่ายแวะนอนหลับใต้ต้นไม้» เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง · «กระต่ายเป็นสัตว์ที่ประมาทที่สุด» เป็นความคิดเห็นของคนอ่าน
  • คุณค่าของวรรณคดี คือประโยชน์หรือสิ่งที่ผู้อ่านได้รับจากเรื่อง แบ่งเป็นด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้
ด้าน สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ ตัวอย่าง
ข้อคิดและจริยธรรม คติสอนใจที่นำไปใช้กับชีวิตได้ เช่น ความเพียร ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ เรื่องที่ตัวละครขยันแล้วประสบความสำเร็จตอนจบ
สังคมและวัฒนธรรม เห็นวิถีชีวิต ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสมัยที่เรื่องนั้นเล่าถึง เรื่องที่เล่าการทำนา การตักบาตร หรือประเพณีในชุมชน
ภาษา ได้คำใหม่ สำนวนไทย และข้อความที่ใช้ถ้อยคำไพเราะจนจำได้ บทกลอนที่มีสัมผัสเพราะหรือคำเปรียบเทียบที่คม
ความบันเทิง อ่านแล้วสนุก ได้ผ่อนคลาย และได้จินตนาการ นิทานที่มีตัวละครน่าติดตามและตอนจบน่าประทับใจ

คำบรรยายภาพ: ตารางคุณค่าของวรรณคดี 4 ด้าน ด้านข้อคิดและจริยธรรมให้คติสอนใจที่นำไปใช้ได้จริง ด้านสังคมและวัฒนธรรมทำให้เห็นวิถีชีวิตและความเชื่อของคนในสมัยที่เรื่องเล่าถึง ด้านภาษาได้คำใหม่และถ้อยคำไพเราะ และด้านความบันเทิงให้ความสนุกและจินตนาการ โดยเรื่องเดียวมีคุณค่าได้หลายด้านพร้อมกัน

  • วิธีหาคุณค่าของเรื่อง ทำได้ 4 ขั้น — อ่านให้จบก่อน · สรุปข้อคิดของเรื่อง · ดูว่าตัวละครทำดีหรือทำชั่วแล้วได้ผลอย่างไร และดูว่าประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมใดอยู่ในเรื่อง · มองหาถ้อยคำหรือสำนวนที่ไพเราะน่าจำ
  • การนำคุณค่าไปประยุกต์ใช้ หมายถึงเปลี่ยนข้อคิดในเรื่องให้เป็นพฤติกรรมของตัวเอง เช่น
    • เรื่องสอนความกตัญญู → ช่วยงานพ่อแม่และขอบคุณผู้ที่ช่วยเรา
    • เรื่องสอนความเพียร → ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ แม้จะยากหรือใช้เวลานาน
    • เรื่องสอนความซื่อสัตย์ → ทำการบ้านเอง ไม่ลอกเพื่อน และคืนของที่เก็บได้ให้เจ้าของ
    • เรื่องสอนความไม่ประมาท → ตรวจการบ้านและเตรียมของให้พร้อมก่อนไปโรงเรียน
  • คุณค่าของวรรณคดีอยู่ที่เนื้อเรื่องและข้อคิด ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรื่องหรือชื่อผู้แต่ง — การท่องจำชื่อเรื่องได้อย่างเดียวจึงยังไม่ใช่การอธิบายคุณค่า

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • อ่านบทกลอนจาก «พระอภัยมณี» ของสุนทรภู่ (ตอน สุดสาครเข้าเมืองการเวก) ที่ว่า «แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ / มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด / ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด / ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน» แล้วครูถามว่า «เห็นด้วยหรือไม่» ควรตอบอย่างไร — ตอบก่อนว่าความคิดเห็นของเราคืออะไร แล้วยกถ้อยคำในเรื่องเป็นหลักฐาน · ถ้าเห็นด้วยก็บอกว่า «เห็นด้วย เพราะบทกลอนเปรียบน้ำใจคนว่าคดกว่าทางที่เถาวัลย์พันเกี่ยว จึงเตือนให้คบคนอย่างมีสติ ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ» · ถ้าไม่เห็นด้วยก็บอกว่า «ไม่เห็นด้วยตรงที่ถ้าคอยระแวงทุกคนก็จะไม่มีเพื่อน» แล้วเสนอวิธีที่คิดว่าดีกว่า — จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องยกเหตุผลจากเรื่องและใช้ถ้อยคำสุภาพ
  • «โคลงโลกนิติ» บท «นกน้อยขนน้อยแต่พอตัว รังแต่งจุเมียผัวอยู่ได้» (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ · ฉบับศิลาจารึกวัดพระเชตุพน พ.ศ. 2374) สอนคุณค่าด้านใด และนำไปใช้อย่างไร — สอนคุณค่าด้านข้อคิดและจริยธรรม เรื่องการรู้จักประมาณตน ความว่า นกตัวเล็กขนก็น้อยตามตัว ถึงทำรังก็ทำแต่พออยู่กับคู่ของตัว ส่วนคนที่มีกำลังน้อยแต่คิดการใหญ่ก็จะถูกผู้คนเยาะเย้ย · นำไปใช้ได้ด้วยการเลือกทำงานให้พอเหมาะกับกำลังของตัวเอง ใช้จ่ายไม่เกินตัว และไม่ยกของหนักเกินกำลังเพียงเพื่ออวดเพื่อน · ถ้าถูกถามว่าชอบข้อความตอนใดเป็นพิเศษ ก็ชี้ได้ว่า «นกน้อยขนน้อยแต่พอตัว» เป็น การเปรียบเทียบ ที่เห็นภาพชัด จึงนับเป็นคุณค่าด้านภาษาด้วย
  • «รามเกียรติ์» (บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ให้คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรมอย่างไร — ทำให้เห็นว่าคนไทยสมัยก่อนเชื่อเรื่องเทวดาและการอวตาร มีระบบกษัตริย์และไพร่พลแบบโบราณอย่างไร และใช้ชีวิตในราชสำนักแบบใด เนื้อเรื่องนี้ยังตกทอดมาถึงปัจจุบันในรูปของโขน ละคร และจิตรกรรมฝาผนัง — แสดงว่าวรรณคดีเรื่องหนึ่งให้คุณค่าได้หลายด้านพร้อมกัน
  • «เมื่อวานนี้ฝนตกหนักตั้งแต่เช้า แม่จึงขับรถไปส่งฉันที่โรงเรียน» เป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง — เป็น ร้อยแก้ว เพราะเล่าเหตุการณ์ตามปกติ ความยาวของแต่ละประโยคไม่เท่ากัน และไม่มีสัมผัสบังคับ
  • อ่านเรื่องที่ตัวละครเด็กเก็บเงินได้แล้วนำไปคืนเจ้าของ เรื่องนี้มีคุณค่าด้านใดและนำไปใช้อย่างไร — มีคุณค่าด้านข้อคิดและจริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ นำไปใช้ได้ด้วยการไม่หยิบของของผู้อื่น และเมื่อเก็บของได้ก็นำไปให้ครูหรือเจ้าของ
  • ถ้าถูกถามว่า «เรื่องนี้มีคุณค่าต่อตัวหนูอย่างไร» ควรตอบแบบใด — ตอบเป็นข้อคิดที่ได้จากเนื้อเรื่อง แล้วยกพฤติกรรมที่ตั้งใจจะทำตามหรือไม่ทำตาม พร้อมเหตุผลประกอบ เช่น «หนูได้ข้อคิดเรื่องความเพียร จึงตั้งใจจะอ่านหนังสือทุกวันไม่ให้ขาด»

ภาพและไดอะแกรม

mindmap
  root((คุณค่าของวรรณคดี))
    ข้อคิดและจริยธรรม
      ความเพียร
      ความกตัญญู
      ความซื่อสัตย์
      ความไม่ประมาท
    สังคมและวัฒนธรรม
      วิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น
      ความเชื่อและประเพณี
    ภาษา
      คำและสำนวนไทย
      ถ้อยคำไพเราะที่จำได้
    ความบันเทิง
      อ่านแล้วสนุก
      ได้จินตนาการและผ่อนคลาย

คำบรรยายภาพ: แผนภาพความคิดรวบรวมคุณค่าด้านต่าง ๆ ของวรรณคดี มี 4 ด้าน คือ ข้อคิดและจริยธรรม สังคมและวัฒนธรรม ภาษา และความบันเทิง โดยแต่ละด้านยกตัวอย่างสิ่งที่ผู้อ่านได้รับไว้ด้วย

ภาพแสดงคุณค่าด้านต่าง ๆ ที่ผู้อ่านได้รับจากการอ่านวรรณคดี

คำบรรยายภาพ: ภาพเด็กกำลังอ่านหนังสือวรรณคดี มีป้ายล้อมรอบ 4 ป้ายแสดงสิ่งที่ได้จากการอ่าน ได้แก่ ข้อคิดและจริยธรรม ภาพวิถีชีวิตกับวัฒนธรรม คำและสำนวนใหม่ และความสนุกเพลิดเพลิน

เรื่องย่อยที่ 2

ข้อคิดจากนิทานและวรรณกรรม

องค์ความรู้

  • นิทานพื้นบ้าน คือเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาในท้องถิ่นจากปากต่อปาก ไม่มีหลักฐานชัดว่าผู้แต่งเป็นใคร จึงมักมีหลายสำนวนที่เนื้อเรื่องต่างกันเล็กน้อย
  • ลักษณะสำคัญของนิทานพื้นบ้าน
    • เป็นเรื่องเล่าที่คนในท้องถิ่นรู้จักและเล่าต่อกันมา ไม่ได้แต่งขึ้นใหม่ในครั้งเดียว
    • มักมี ข้อคิด หรือคติสอนใจอยู่ในเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ตัวละครเป็นสัตว์และตัวละครทำดี–ทำชั่ว
    • สะท้อน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เช่น อาชีพ ภูมิประเทศ ความเชื่อ และประเพณีที่ปรากฏในเรื่อง
  • นิทานกับวรรณกรรมเล่าให้ข้อคิดไม่เหมือนกันเสียทีเดียว — นิทานมักสอนใจตรง ๆ ผ่านผลของการกระทำของตัวละคร ส่วนวรรณกรรมที่ยาวกว่า เช่น บทละครหรือนิทานคำกลอน มักให้ข้อคิดหลายชั้นและต้องอ่านให้จบจึงเห็นครบ
  • วิธีสกัดข้อคิดจากนิทาน 4 ขั้น
    1. เล่าเนื้อเรื่องให้ได้ว่าใครทำอะไร แล้วผลเป็นอย่างไร
    2. ดูผลของการกระทำ — ตัวละครที่ทำดีได้ผลอย่างไร ตัวที่ทำชั่วได้ผลอย่างไร
    3. เปลี่ยนผลนั้นเป็นคำสอนสั้น ๆ ที่นำไปใช้ได้ เช่น «ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว» «อย่าให้ความโกรธมาบังสติ»
    4. ยกเหตุการณ์ในเรื่องเป็นหลักฐานว่าเหตุใดจึงสรุปข้อคิดเช่นนั้น
  • ข้อคิดต้องมาจากเนื้อเรื่อง ไม่ใช่จากชื่อเรื่อง — บอกว่า «เรื่องนี้สอนให้กตัญญู» ต้องชี้ได้ว่าตอนใดของเรื่องที่ทำให้คิดเช่นนั้น
  • นิทานเรื่องเดียวกันมีหลายสำนวน จึงต้องอธิบายข้อคิดจากสำนวนที่ได้อ่าน และไม่ตัดสินว่าสำนวนที่ตัวเองเคยได้ยินเป็นคำตอบเดียวที่ถูก
  • ชาดก เป็นเรื่องเล่าอีกกลุ่มที่ให้ข้อคิดมาก ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักคือ «ปัญญาสชาดก» ซึ่งเป็นชาดกนอกนิบาตรวม 50 เรื่อง คณะสงฆ์เชียงใหม่แต่งเป็นภาษาบาลีไว้ราว พ.ศ. 2000–2200 และรัฐบาลสยามจัดให้แปลพิมพ์เป็นภาค ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2466
เรื่องเล่า ตัวละครที่ทำชั่วและผลที่ได้ ข้อคิด
ปลาบู่ทอง (ภาคกลาง) แม่เลี้ยงกลั่นแกล้งลูกเลี้ยง แต่ตอนจบได้รับอภัยโทษพร้อมคำขอให้ไปบำเพ็ญความดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และการให้โอกาสคนกลับตัวเป็นเรื่องที่ดี
ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ (ภาคอีสาน) ลูกชายโกรธที่แม่มาส่งข้าวช้าและทำร้ายแม่ พอเห็นข้าวเต็มก่องก็สายเกินไป อย่าให้ความโกรธมาบังสติ และควรตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

คำบรรยายภาพ: ตารางเทียบนิทานพื้นบ้านสองเรื่อง เรื่องปลาบู่ทองเป็นนิทานภาคกลางที่แม่เลี้ยงกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงและตอนจบได้รับอภัยโทษ กับเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่เป็นนิทานภาคอีสานที่ลูกชายโกรธแม่จนทำร้ายแม่แล้วสายเกินไป พร้อมข้อคิดที่สกัดจากเรื่องทั้งสอง

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «ปลาบู่ทอง» นิทานพื้นบ้านภาคกลางที่ยังเล่ากันอยู่ทุกวันนี้ — เล่าเรื่องและสกัดข้อคิดอย่างไร — นางขนิษฐาเป็นเมียหลวงของเศรษฐี มีลูกสาวชื่อเอื้อย และถูกนางขนิษฐีเมียน้อยกับลูกสาวทั้งสองกลั่นแกล้งอยู่เสมอ · นางขนิษฐาเสียชีวิต (รายละเอียดตอนเสียชีวิตต่างกันไปตามสำนวน) แล้วกลับชาติมาเกิดเป็นปลาบู่ทองคอยพบลูกสาวที่ท่าน้ำ ต่อมาแม่เลี้ยงจับปลาตัวนั้นไปทำอาหาร เอื้อยจึงนำเกล็ดที่เหลือไปฝังและอธิษฐานขอให้แม่กลับมาเกิดใหม่เป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง · พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาสป่าและพบเอื้อยผู้ถอนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองขึ้นได้ จึงรับเข้าเป็นมเหสี แล้วเอื้อยก็ขอพระราชทานอภัยโทษให้แม่เลี้ยงพร้อมขอให้ไปบำเพ็ญความดี — ข้อคิดที่สกัดได้คือ «ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว» และความรักที่แม่มีต่อลูก
  • «ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่» นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน (จ. ยโสธร) ให้ข้อคิดอะไร — ชายหนุ่มผู้หนึ่ง (บางสำนวนเรียก «ทอง») ออกไปไถนาตั้งแต่เช้าและหิวมาก แต่วันนั้นแม่ผู้ชรามาส่งข้าวช้ากว่าทุกวัน พอเห็น «ก่องข้าว» ใบเล็กก็โกรธจนหูอื้อตาลายและลงมือทำร้ายแม่ พอกินข้าวจนอิ่มกลับเห็นว่าข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้ว่าแม่บรรจุข้าวมาแน่นเต็มก่องด้วยความรัก แต่ก็สายเกินไปแล้ว · ต่อมาเขาชวนญาติพี่น้องช่วยกันก่อธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ เรียกว่า «ธาตุก่องข้าวน้อย» จนถึงทุกวันนี้ — ข้อคิดคืออย่าให้ความโกรธมาบังสติ และควรตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ · เรื่องนี้ยังสะท้อนวิถีชีวิตของคนอีสาน เช่น การไถนา การห่อข้าวไปส่งคนในนา และความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล
  • นิทานพื้นบ้านมีลักษณะอย่างไร — เป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาในท้องถิ่น ไม่ทราบผู้แต่งแน่ชัด มักมีข้อคิด และสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นนั้น
  • เรื่องเดียวกับ «ปลาบู่ทอง» มีเล่ากันในภาคอื่นด้วยไหม — มี เช่น ภาคเหนือมีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันหลายชื่อ เช่น «เต่าน้อยอองคา» (บางแห่งเรียก «นางอุทธรา») เนื้อเรื่องหลักคล้ายกัน · การที่เรื่องเดียวมีหลายชื่อและหลายสำนวน โดยไม่มีใครบอกได้ว่าใครแต่งก่อน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องแบบนี้จึงเรียกว่า นิทานพื้นบ้าน
  • อ่าน «ปัญญาสชาดก» ควรบอกที่มาอย่างไรเมื่อนำมาอ้างในงานเขียน — ต้องบอกว่าเป็นชาดกนอกนิบาตรวม 50 เรื่อง คณะสงฆ์เชียงใหม่แต่งเป็นภาษาบาลีไว้ราว พ.ศ. 2000–2200 และรัฐบาลสยามจัดให้แปลพิมพ์เป็นภาค ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 · เรื่องที่รู้จักแพร่หลายในชุดนี้ เช่น «สุธนชาดก» (ที่รู้จักกันในชื่อ «มโนห์รา») ซึ่งเป็นเรื่องที่นำข้อคิดเรื่องความซื่อสัตย์และความเพียรมาเล่า — บอกที่มาครบแบบนี้จึงจะอ้างข้อคิดจากเรื่องได้อย่างตรวจสอบได้
  • เรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเอง: «หมู่บ้านหนึ่งมีเนินดินเล็ก ๆ กลางทุ่ง ครูเล่าว่าคนรุ่นก่อนช่วยกันขนดินมาถมเป็นทางเดินข้ามทุ่ง เด็ก ๆ จึงรู้ว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้ยังมีประโยชน์ถึงทุกวันนี้» — เรื่องนี้ให้ข้อคิดอะไร — ให้ข้อคิดว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้ด้วยความตั้งใจยังมีค่าและควรช่วยกันดูแลต่อ (ตัวอย่างนี้แต่งขึ้นเพื่อฝึกสกัดข้อคิด)

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[อ่านหรือฟังนิทานให้จบ] --> B[เล่าเนื้อเรื่องสั้น ๆ ว่าใครทำอะไร ผลเป็นอย่างไร]
    B --> C{ตัวละครทำดีหรือทำชั่ว แล้วได้ผลอย่างไร}
    C -->|ทำดี ได้ผลดี| D[สกัดคำสอนด้านบวก เช่น ความเพียร ความกตัญญู]
    C -->|ทำชั่ว ได้ผลร้าย| E[สกัดคำสอนเตือนใจ เช่น อย่าให้โกรธมาบังสติ]
    D --> F[ยกเหตุการณ์ในเรื่องเป็นหลักฐานประกอบข้อคิด]
    E --> F
    F --> G[บอกวิธีนำข้อคิดไปใช้กับตัวเอง]

คำบรรยายภาพ: แผนผังขั้นตอนสกัดข้อคิดจากนิทาน เริ่มจากอ่านหรือฟังนิทานให้จบ เล่าเนื้อเรื่องสั้น ๆ ว่าใครทำอะไรและผลเป็นอย่างไร แล้วดูว่าตัวละครทำดีหรือทำชั่วและได้ผลเช่นไร ถ้าทำดีได้ผลดีให้สกัดคำสอนด้านบวก ถ้าทำชั่วได้ผลร้ายให้สกัดคำสอนเตือนใจ จากนั้นยกเหตุการณ์ในเรื่องเป็นหลักฐานประกอบข้อคิด และปิดท้ายด้วยวิธีนำข้อคิดไปใช้กับตัวเอง

ภาพเปรียบเทียบนิทานพื้นบ้านปลาบู่ทองกับก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ พร้อมข้อคิดของแต่ละเรื่อง

คำบรรยายภาพ: ภาพนิทานพื้นบ้านสองเรื่องวางเทียบกัน ด้านซ้ายเป็นภาพปลาบู่ทองกับนางเอื้อยที่ท่าน้ำพร้อมข้อคิดเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ด้านขวาเป็นภาพก่องข้าวในท้องนาภาคอีสานพร้อมข้อคิดเรื่องอย่าให้ความโกรธมาบังสติ จึงควรตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

ข้อควรระวัง

  • วรรณกรรมกับวรรณคดีไม่ใช่คำเดียวกัน — วรรณกรรมเป็นคำกว้าง หมายถึงงานเขียนทุกชิ้น ส่วนวรรณคดีคือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าทางศิลปะและภาษา
  • ร้อยแก้วกับร้อยกรองต่างกันที่รูปแบบ ไม่ใช่ที่เนื้อเรื่อง — เรื่องเดียวกันเขียนได้ทั้งสองแบบ ข้อสอบชอบให้เรื่องที่คุ้นเคยมาเขียนเป็นความเรียง แล้วให้เลือกว่าจำแนกถูกหรือผิด
  • ข้อคิดและคุณค่าต้องสรุปจากเนื้อเรื่อง ไม่ใช่เดาจากชื่อเรื่อง — อ่านให้จบก่อนตอบเสมอ
  • แสดงความคิดเห็นต้องมีเหตุผลจากเรื่องกำกับ — คำว่า «ชอบ» «สนุก» «ไม่ดี» เฉย ๆ ยังไม่ใช่ความคิดเห็นที่ใช้ตอบข้อสอบได้
  • นิทานพื้นบ้านไม่มีผู้แต่งที่ทราบแน่ชัด และมีได้หลายสำนวน — อย่าตัดสินว่าสำนวนที่ตัวเองเคยได้ยินเป็นคำตอบเดียวที่ถูก
  • คุณค่าของเรื่องหนึ่งมีได้หลายด้านพร้อมกัน — ตอบข้อเดียวไม่ได้แปลว่าด้านอื่นไม่มี ให้ดูคำถามว่าถาม «ด้านใด» จึงตอบด้านนั้น

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 76–77)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 5.1 ป.6/1 · ท 5.1 ป.6/2 · ท 5.1 ป.6/3 (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • หน้า hub หลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «โคลงโลกนิติ» — สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ (จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พ.ศ. 2374)
    • «รามเกียรติ์» — บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก — https://th.wikisource.org/wiki/รามเกียรติ์
    • «พระอภัยมณี» ตอน สุดสาครเข้าเมืองการเวก — พระสุนทรโวหาร (ภู่)
    • «ปลาบู่ทอง» (นิทานพื้นบ้านภาคกลาง · ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง) และ «ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่» (นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน จ. ยโสธร) — ฐานข้อมูลนิทาน ตำนาน เรื่องเล่าพื้นบ้าน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (https://folktales.sac.or.th/folktale-details.php?id=3 — เลข id นี้เป็นหน้าของ «ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่»)
    • «ปัญญาสชาดก» — คณะสงฆ์เชียงใหม่แต่งเป็นภาษาบาลีราว พ.ศ. 2000–2200 · รัฐบาลสยามจัดให้แปลเป็นภาษาไทยและแบ่งพิมพ์เป็นภาค ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 — https://th.wikisource.org/wiki/ปัญญาสชาดก
  • งานทุกเรื่องที่ยกมาข้างต้นพ้นลิขสิทธิ์แล้ว (ผู้แต่งสิ้นชีวิตหรือสิ้นพระชนม์เกิน 50 ปี)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?