กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 3.1

การฟัง การดู และการพูดอย่างมีวิจารณญาณ

อ่านทำไม

«มีวิจารณญาณ» แปลว่าใช้เหตุผลกำกับก่อนจะเชื่อหรือจะพูด ข้อสอบเข้า ม.1 จึงชอบยกบทสนทนา ประกาศ ข่าวสั้น หรือโฆษณามาให้อ่าน แล้วถามว่า «คำถามใดเหมาะสมที่สุด» «ข้อใดเป็นเหตุผลที่รับฟังได้» และ «ข้อใดเป็นคำอวดอ้างที่ยังไม่มีหลักฐาน» เด็กที่แยกได้ว่าสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริง สิ่งใดเป็นความคิดเห็น และสิ่งใดยังไม่มีที่มา จะตอบข้อสอบกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก เพราะทักษะนี้ใช้จริงทั้งในห้องเรียนและการใช้สื่อทุกวัน

ข้อจำกัดของเว็บนี้ — เว็บติวนี้ไม่มีพาร์ทเปิดเสียงหรือคลิปให้ฟังจริง ข้อสอบทุกข้อจึงวัดเป็น ความรู้เชิงหลักการ คือให้อ่านบทพูดหรือบทบรรยายที่พิมพ์ไว้เป็นตัวอักษร แล้วบอกได้ว่าควรถาม ควรตอบ หรือควรเชื่ออย่างไร ไม่ได้วัดการฟังเสียงจริง

เรื่องย่อยที่ 1

ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลจากเรื่องที่ฟังและดู

องค์ความรู้

  • คำถามเชิงเหตุผล คือคำถามที่ถามหา «เหตุ» «ความสัมพันธ์» หรือ «หลักฐาน» ไม่ใช่แค่ถามว่าใช่หรือไม่ใช่ และผู้ตอบต้องมีเหตุผลอ้างอิงได้จริง
  • ชนิดของคำถามที่เด็ก ป.6 ใช้บ่อย
    • คำถามข้อเท็จจริง — ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร
    • คำถามเชิงเหตุผล — เพราะเหตุใด · ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น · ทำได้อย่างไร · ถ้าเปลี่ยนเช่นนี้จะเป็นอย่างไร
    • คำถามประเมินหรือถามความเห็น — คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ · ควรทำหรือไม่ เพราะเหตุใด
  • คำถามที่ดีมีลักษณะอย่างไร
    • ตรงประเด็น ถามเรื่องเดียวชัด ๆ ดีกว่าถามรวดเดียวหลายเรื่องจนผู้ตอบไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
    • ใช้ถ้อยคำสุภาพ ขึ้นต้นด้วย «ขออนุญาตถามว่า…» หรือ «อยากทราบว่า…» และปิดท้ายด้วย «ครับ» หรือ «ค่ะ» — เลือกตาม เพศของผู้พูด ผู้พูดชายใช้ «ครับ» ผู้พูดหญิงใช้ «ค่ะ» ในประโยคบอกเล่า และใช้ «คะ» ในประโยคคำถาม
    • ไม่ล่วงเกินเรื่องส่วนตัว และ ไม่ล้อเลียนรูปร่าง ครอบครัว หรือฐานะ ของผู้ตอบ
    • รอให้ผู้พูดจบก่อน แล้วจึงถาม ไม่แทรกกลางประโยค
    • ถ้าไม่เข้าใจคำถาม ให้ทวนให้ผู้พูดยืนยันก็ได้ เช่น «หมายถึง… ใช่ไหมครับ»
  • คำตอบเชิงเหตุผลที่ดี ต้องมี 2 ส่วนเสมอ
    1. คำตอบตรงคำถาม — ขึ้นต้นด้วยคำตอบสั้น ๆ ให้ชัด
    2. เหตุผลหรือหลักฐาน — ต่อด้วย «เพราะ…» โดยอ้างจากเรื่องที่ฟังหรือดูจริง ไม่ใช่ความเชื่อเดิมของตัวเอง
  • ตอบผิดก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ — ถ้าไม่แน่ใจให้บอกว่าไม่แน่ใจ หรือขอหาข้อมูลเพิ่ม ยอมรับคำตอบที่ถูกและปรับความเข้าใจ เป็นมารยาทของการสนทนา
  • คำถามต่างจากคำวิจารณ์ — ถ้าแสดงความเห็นต้องบอกว่าเป็นความเห็นของเรา และให้เกียรติผู้พูด ไม่ตัดสินว่าผู้พูดผิดโดยยังไม่มีหลักฐาน

ตารางเทียบชนิดคำถามกับตัวอย่างคำตอบ

ชนิดของคำถาม ตัวอย่างคำถาม ตัวอย่างคำตอบที่มีเหตุผล
ถามข้อเท็จจริง ประกาศแจ้งว่าสอบวันไหน วันที่ 20 พฤศจิกายน เพราะประกาศบอกไว้ตอนต้น
ถามเชิงเหตุผล เพราะเหตุใดจึงควรแยกขยะก่อนทิ้ง เพราะขยะแต่ละชนิดกำจัดไม่เหมือนกัน แยกแล้วกำจัดได้ถูกวิธี
ถามวิธีหรือขั้นตอน เขาทำได้อย่างไร เขาเริ่มจาก… แล้วจึง… เป็นขั้นตอนตามลำดับ
ถามความเห็นหรือประเมิน คิดว่าเรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด ผมคิดว่าไม่เหมาะสม เพราะเรื่องที่เล่าไม่ได้บอกที่มาและวันที่

คำบรรยายภาพ: ตารางเทียบชนิดของคำถาม 4 ชนิด กับตัวอย่างคำถามและตัวอย่างคำตอบที่มีเหตุผล คำถามข้อเท็จจริงตอบด้วยข้อมูลที่ปรากฏในเรื่อง คำถามเชิงเหตุผลตอบด้วย «เพราะ…» ที่อ้างเหตุจากเรื่อง คำถามวิธีหรือขั้นตอนตอบเป็นลำดับขั้น และคำถามประเมินตอบด้วยความเห็นพร้อมเหตุผลกำกับเสมอ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • อยากถามว่าเรื่องที่เพื่อนเล่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่ — คำถามว่า «จริงหรือเปล่า» ยังไม่ใช่คำถามเชิงเหตุผล ควรถามว่า «เรื่องนี้มาจากไหน และมีที่มาให้ตรวจได้ไหม» จึงได้เหตุผลกลับมา
  • ครูเล่าว่าโรงเรียนเริ่มคัดแยกขยะ อยากถามเชิงเหตุผล 2 ข้อ — ถามว่า «เพราะเหตุใดจึงเริ่มที่ขวดพลาสติกก่อน» และ «ถ้าไม่คัดแยกจะเกิดอะไรกับค่าใช้จ่ายของโรงเรียน» ทั้งสองข้อถามหาเหตุและผลต่อเนื่อง
  • เพื่อนตอบคำถามไม่ได้ในกลุ่ม — ช่วยโดยทวนคำถามให้ช้าลง และเปิดโอกาสให้เขาลองตอบใหม่ ไม่หัวเราะหรือตัดบท เพราะการตอบผิดแล้วได้แก้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • ถูกถามความเห็นต่อเรื่องที่ดูในชั้นเรียน — ตอบเป็น 2 ส่วน คือ «ผมคิดว่า…» แล้วตามด้วย «เพราะ…» โดยอ้างข้อเท็จจริงจากเรื่องที่ดู ไม่ใช่ความรู้สึกลอย ๆ
  • «นิทานเวตาล» ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (นามปากกา น.ม.ส. · พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2461) ใช้วิธีถาม–ตอบอย่างไร จึงนับเป็นต้นแบบของคำถามเชิงเหตุผล — เรื่องนี้เล่าแบบ กรอบซ้อนกรอบ คือในระหว่างเดินทาง เวตาลจะเล่านิทานให้ท้าววิกรมาทิตย์ฟังจนจบเรื่องหนึ่ง แล้ว ตั้งปัญหาถาม ว่าใครในเรื่องควรได้หรือใครผิด เพราะเหตุใด · ท้าววิกรมาทิตย์ตอบได้ทุกครั้งเพราะใช้เหตุผลจากเรื่องที่เพิ่งฟัง แต่พอบอกคำตอบ เวตาลก็กลับไปอยู่ที่ต้นไม้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แต่ต้น จึงต้องไปพากลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า · เห็นได้ว่า คำถามเชิงเหตุผลต้องถามหาเหตุ และผู้ตอบต้องยกเหตุการณ์ในเรื่องมาเป็นหลักฐาน ไม่ใช่ตอบว่า «ใช่» หรือ «ไม่ใช่» เฉย ๆ · คำขอของเวตาลตอนต้นเรื่องมีข้อความว่า «ในเวลาเล่านิทานนั้น ข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาถามพระองค์» — เป็นคำถามที่ผูกอยู่กับเรื่องที่เพิ่งฟังมา ไม่ใช่คำถามลอย ๆ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เราควรถามเพื่อนหลังฟังรายงาน

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[ฟังหรือดูเรื่องให้จบก่อน] --> B[จับประเด็นและหาข้อที่ยังสงสัย]
    B --> C{อยากรู้เรื่องใด}
    C -->|ข้อเท็จจริง| D[ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร]
    C -->|เหตุผล| E[เพราะเหตุใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น]
    C -->|วิธีทำ| F[ทำได้อย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร]
    C -->|ประเมิน| G[เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด]
    D --> H[ถามด้วยถ้อยคำสุภาพ เลือกครับหรือค่ะตามเพศของผู้พูด]
    E --> H
    F --> H
    G --> H
    H --> I[ฟังคำตอบจนจบ ไม่พูดแทรก]
    I --> J[ตอบกลับเป็นคำตอบบวกเหตุผลที่อ้างจากเรื่องจริง]

คำบรรยายภาพ: แผนผังวิธีตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล เริ่มจากฟังหรือดูเรื่องให้จบ จับประเด็นและหาข้อที่ยังสงสัย แล้วเลือกชนิดคำถาม ได้แก่ ถามข้อเท็จจริง ถามเหตุผล ถามวิธีทำ และถามประเมิน จากนั้นถามด้วยถ้อยคำสุภาพโดยเลือก «ครับ» หรือ «ค่ะ» ตามเพศของผู้พูด ฟังคำตอบจนจบ และตอบกลับเป็นคำตอบพร้อมเหตุผลที่อ้างจากเรื่องจริง

ภาพนักเรียนนั่งล้อมวงในห้องเรียนยกมือถามครูอย่างสุภาพ พร้อมกรอบคำพูดตัวอย่างคำถามเชิงเหตุผลและคำตอบที่มีทั้งคำตอบและเหตุผล

คำบรรยายภาพ: ภาพนักเรียนนั่งล้อมวงสนทนาในห้องเรียน มีนักเรียนยกมือตั้งคำถามกับครูอย่างสุภาพ พร้อมกรอบคำพูดแสดงตัวอย่างคำถามเชิงเหตุผลและตัวอย่างคำตอบที่มีทั้งคำตอบและเหตุผล

เรื่องย่อยที่ 2

วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูสื่อโฆษณา

องค์ความรู้

  • สื่อ คือช่องทางที่มนุษย์ใช้ส่งข้อความถึงกัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา ใบปลิว หนังสือพิมพ์ และหน้าจอในโทรศัพท์
  • สื่อโฆษณา คือสื่อที่ทำขึ้นเพื่อ ชักชวน ให้ซื้อสินค้า ใช้บริการ หรือเปลี่ยนพฤติกรรม จุดประสงค์หลักจึงเป็นการโน้มน้าวใจ ไม่ใช่การให้ความรู้
  • จุดประสงค์ของผู้ส่งสาร มี 3 อย่างที่ต้องแยกให้ออก
    • ให้ความรู้ — เช่น สารคดี ข่าว ประกาศของโรงเรียน
    • ให้ความบันเทิง — เช่น ละคร การ์ตูน เพลง
    • โน้มน้าวใจ — เช่น โฆษณาสินค้า คำชวนรณรงค์ (โฆษณามักใส่ความบันเทิงหรือเรื่องน่าตื่นเต้นเข้ามาเพื่อดึงความสนใจ)
  • องค์ประกอบของโฆษณา ได้แก่ ภาพ · คำขวัญโฆษณา (สโลแกน) · เสียงดนตรีประกอบ · ผู้แสดง · ผู้กล่าวว่าใช้แล้วได้ผล · ราคาและข้อเสนอพิเศษ
  • จุดจูงใจ คือวิธีที่โฆษณาใช้ดึงใจผู้ชม พบบ่อย 5 แบบ
จุดจูงใจ หน้าตาเป็นอย่างไร
สุขภาพและความสวย ใช้แล้วผิวใส หุ่นดี ไม่อ่อนเพลีย
ความกลัว ไม่ใช้แล้วจะเกิดเรื่องร้ายกับตัวเองหรือลูก
ตามกลุ่มเพื่อน คนอื่นใช้กันหมด ถ้าไม่ใช้จะตกสมัย
ความสะดวกและประหยัด ใช้ครั้งเดียวจบ ถูกกว่าหลายเท่า
คนดังหรือผู้เชี่ยวชาญ ดารา นักแสดง หรือผู้ที่แต่งกายคล้ายหมอมาพูด

คำบรรยายภาพ: ตารางจุดจูงใจที่โฆษณาใช้บ่อย 5 แบบ ได้แก่ จุดจูงใจด้านสุขภาพและความสวย ด้านความกลัว ด้านการตามกลุ่มเพื่อน ด้านความสะดวกและประหยัด และด้านคนดังหรือผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำอธิบายว่าจุดจูงใจแต่ละแบบปรากฏในโฆษณาอย่างไร

  • ข้อความในโฆษณาแยกได้ 3 ระดับ ซึ่งเป็นหัวใจของการวิเคราะห์
    • ข้อเท็จจริง — บอกได้และตรวจสอบได้ เช่น «บรรจุ 250 มิลลิลิตร» «มีวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม»
    • ความคิดเห็น — เป็นรสนิยมหรือความรู้สึกของผู้พูด เช่น «อร่อยที่สุดในประเทศ» «สวยกว่าเดิม»
    • คำอวดอ้างที่ยังไม่มีหลักฐาน — พูดเกินกว่าที่พิสูจน์ได้ เช่น «ลด 5 กิโลกรัมใน 3 วัน» «ปลอดภัย 100%» «หายขาดทันที» — ต้องตั้งคำถามเสมอ
  • คำที่ควรสงสัยเมื่อได้ยิน เช่น ดีที่สุด · อันดับ 1 · เร็วที่สุด · ปลอดภัย 100% · การันตีผล · เหลือน้อยชิ้นสุดท้าย · แจกฟรีเฉพาะวันนี้ — คำกลุ่มนี้กดดันให้รีบตัดสินใจ โดยไม่ได้บอกข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  • ดู «ที่มา» ของข้อมูล ถ้าไม่มีชื่อหน่วยงาน ไม่มีวันที่ และตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ ให้น้ำหนักน้อย ถ้ามีงานวิจัยหรือผลทดสอบอ้าง ต้องถามต่อว่าใครทำ ทดสอบกับใคร และทดสอบเมื่อไร
  • จุดจูงใจด้วยอารมณ์ไม่ใช่หลักฐาน — ภาพสวย ดนตรีเร้าใจ และผู้พูดน้ำเสียงหนักแน่น ทำให้รู้สึกอยากเชื่อ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าสินค้านั้นทำได้จริง
  • ข้อความที่ตรวจสอบได้หน้าตาเป็นอย่างไร — มีชื่อหน่วยงาน วัน เวลา และเลขที่อ้างอิงครบ · ต่างจากข้อความโฆษณาที่มักมีแต่คำชวนเชื่อโดยไม่บอกที่มา

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • โฆษณาว่า «ดื่มแล้วสอบติดทุกคน» ควรเชื่อหรือไม่ — ประโยคนี้เป็นคำอวดอ้างที่ไม่มีหลักฐาน การสอบติดขึ้นอยู่กับความรู้และความตั้งใจของแต่ละคน โฆษณาเพียงใช้ความหวังของเด็กเป็นจุดจูงใจ จึงไม่ควรเชื่อและไม่ควรซื้อด้วยเหตุผลนี้
  • โฆษณาอ้าง «งานวิจัยยืนยัน» แต่ไม่บอกว่าใครทำ — ยังเชื่อได้ไม่เต็มที่ เพราะอ้างงานวิจัยลอย ๆ เทียบเท่ากับไม่มีที่มา ถ้าสงสัยควรให้ผู้ใหญ่ช่วยหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เชื่อถือได้
  • ดาราที่เราชื่นชอบบอกว่าใช้ผลิตภัณฑ์แล้วดีมาก — น้ำหนักของคำพูดอยู่ที่ «ดารา» ไม่ใช่ «ข้อมูล» ดาราอาจพูดตามบทที่โฆษณาเขียนไว้ ลองแยกดูว่ามีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กี่ข้อ ถ้ามีแต่ความรู้สึก ก็ใช้ตัดสินใจไม่ได้
  • โฆษณาเร่งรัดว่า «เหลือ 2 ชิ้นสุดท้าย» — เป็นการกดดันด้วยเวลาและความกลัวว่าจะไม่ได้ เราควรถามตัวเองก่อนว่าจำเป็นจริงหรือไม่ แล้วเทียบราคากับแหล่งอื่น ถ้าไม่ได้จำเป็น การรีบซื้อไม่ใช่เหตุผลที่ดี
  • «สื่อที่มีที่มา» หน้าตาเป็นอย่างไร หาดูตัวอย่างจริงได้ที่ไหน — «ราชกิจจานุเบกษา» เป็นหนังสือที่ทางราชการใช้รวบรวมคำประกาศต่าง ๆ เริ่มจัดพิมพ์ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เริ่ม 15 มีนาคม 2401) ทุกฉบับบอกวันประกาศ เล่ม ตอน หน้า และหน่วยงานผู้ประกาศ · ก่อนหน้านั้น หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกคือ «หนังสือจดหมายเหตุ» (บางกอกรีกอเดอร์) ที่หมอบรัดเลย์จัดพิมพ์ ฉบับแรกออกวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 · สองอย่างนี้เป็นแบบอย่างของข้อความที่ รู้ว่าใครออก เมื่อไร และตรวจย้อนกลับได้ · ข่าวหรือโฆษณาที่ไม่มีข้อมูลแบบนี้จึงต้องตั้งคำถามก่อนเชื่อ และถ้าจะส่งต่อก็ควรหาแหล่งต้นทางให้เจอก่อน

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[1 · ดูว่าใครส่งสาร<br/>ใครได้ประโยชน์จากโฆษณานี้] --> B[2 · แยกข้อความในโฆษณา<br/>ข้อเท็จจริง · ความคิดเห็น · คำอวดอ้าง]
    B --> C[3 · หาหลักฐานและที่มา<br/>มีงานวิจัยไหม ใครทำ เมื่อไร]
    C --> D[4 · หาจุดจูงใจ<br/>กลัว · คนดัง · ตามกลุ่ม · ประหยัด]
    D --> E[5 · เทียบข้อมูลจากแหล่งอื่น<br/>แล้วจึงตัดสินใจว่าเชื่อได้แค่ไหน]
    C -.->|ไม่มีที่มา เชื่อได้น้อย| F[หาข้อมูลเพิ่ม หรือถามผู้ใหญ่]
    F -.-> C

คำบรรยายภาพ: แผนผังขั้นตอนวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของสื่อ เริ่มจากดูว่าใครเป็นผู้ส่งสารและใครได้ประโยชน์ ต่อด้วยแยกข้อความในโฆษณาออกเป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และคำอวดอ้าง จากนั้นหาหลักฐานและที่มา ระบุจุดจูงใจที่โฆษณาใช้ และปิดท้ายด้วยการเทียบข้อมูลจากแหล่งอื่นก่อนตัดสินใจ โดยมีเส้นทางย้อนกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเมื่อพบว่าโฆษณาไม่มีที่มา

ตัวอย่างป้ายโฆษณาที่มีภาพ คำขวัญ และตัวเลขโปรโมชัน พร้อมป้ายกำกับชี้จุดว่าใดเป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และคำอวดอ้าง

คำบรรยายภาพ: ภาพตัวอย่างป้ายโฆษณาสมมติชิ้นหนึ่ง ประกอบด้วยภาพสินค้า คำขวัญชวนเชื่อ ตัวเลขโปรโมชัน และช่อง «ที่มา» ที่ว่างเปล่า มีป้ายกำกับชี้ว่าข้อความส่วนใดเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ส่วนใดเป็นความคิดเห็น และส่วนใดเป็นคำอวดอ้างที่ยังไม่มีหลักฐาน ช่วยให้เห็นว่าข้อความในโฆษณาเดียวกันมีหลายระดับความน่าเชื่อถือ

ข้อควรระวัง

  • คำถามว่า «ใช่ไหม» ยังไม่ใช่คำถามเชิงเหตุผล — ต้องถามถึงเหตุ ทำไม หรืออย่างไร และคำตอบต้องมี «เพราะ…» กำกับเสมอ
  • ตอบไม่ครบสองส่วนคือเสียคะแนน — คำตอบเชิงเหตุผลต้องมีทั้ง «คำตอบตรงคำถาม» และ «เหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิง» ถ้าตอบแต่คำตอบไม่นับว่าเป็นคำตอบเชิงเหตุผล
  • «ครับ/ค่ะ» เลือกตามเพศของผู้พูด ไม่ใช่เพศของผู้ฟัง — เด็กชายใช้ «ครับ» แม้จะพูดกับคุณครูที่เป็นผู้หญิง ส่วนเด็กหญิงใช้ «ค่ะ» หรือ «คะ»
  • โฆษณาที่พูดแรงไม่ใช่โฆษณาที่พูดจริง — คำอวดอ้างแบบสุดโต่งอย่าง «ปลอดภัย 100%» หรือ «เห็นผลทันที» ไม่ใช่หลักฐาน ต้องหาที่มาและเทียบข้อมูลจากแหล่งอื่นก่อนเชื่อ
  • ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นต่างกันที่ตรวจสอบได้หรือไม่ — «อร่อยที่สุด» «สวยกว่าเดิม» เป็นความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพียงใด
  • เว็บนี้ไม่มีพาร์ทฟังเสียงจริง — ถ้าเจอข้อสอบที่ให้บทพูดหรือบทบรรยายมาเป็นตัวอักษร ต้องอ่านข้อความให้ครบก่อนตอบ อย่าเดาจากชื่อเรื่องหรือคำแรกเพียงอย่างเดียว

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 70–71)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 3.1 ป.6/2 · ท 3.1 ป.6/3 (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (เล่มหลัก) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf
  • หน้า hub หลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «นิทานเวตาล» — พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2461 · ข้อความที่คัดคือตอนต้นเรื่อง https://th.wikisource.org/wiki/นิทานเวตาล
    • «ราชกิจจานุเบกษา» — สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เริ่มจัดพิมพ์ 15 มีนาคม 2401 (https://ratchakitcha.soc.go.th)
    • «หนังสือจดหมายเหตุ» (บางกอกรีกอเดอร์) — หมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ฉบับแรกออก 4 กรกฎาคม 2387 เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรก
  • งานทุกเรื่องที่ยกมาข้างต้นพ้นลิขสิทธิ์แล้ว (ผู้แต่งสิ้นชีวิตหรือสิ้นพระชนม์เกิน 50 ปี)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?