กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ท 4.1

ฉันทลักษณ์ของบทร้อยกรอง

อ่านทำไม

บทร้อยกรองต่างจากร้อยแก้วตรงที่มี «ฉันทลักษณ์» กำกับ — คือจำนวนคำในวรรค การแบ่งวรรค และตำแหน่งคำที่ต้องสัมผัสกัน ข้อสอบเข้า ม.1 มักเอาบทจริงมาให้ แล้วถามว่าเป็นคำประพันธ์ชนิดใด มีวรรคละกี่คำ หรือคำใดผิดฉันทลักษณ์ ถ้าไม่รู้โครงของแต่ละชนิดจะตอบได้แค่เดาจากเสียง หัวข้อนี้จึงวางโครงของกลอนสี่–กลอนแปด กาพย์ยานี–กาพย์ฉบัง และโคลงสี่สุภาพให้เห็นเป็นภาพเดียว พร้อมตัวอย่างจากวรรณคดีที่พ้นลิขสิทธิ์แล้ว

เรื่องย่อยที่ 1

กลอน (กลอนสี่ กลอนแปด)

องค์ความรู้

  • กลอน เป็นคำประพันธ์ที่ «บาท» หนึ่งมี 2 วรรค และ «บท» หนึ่งมี 2 บาท รวม 4 วรรค · ชื่อวรรคทั้งสี่เรียงกันว่า วรรคสดับ · วรรครับ · วรรครอง · วรรคส่ง
  • กลอนสี่ วรรคละ 4 คำ
    • 1 บท = 2 บาท = 4 วรรค; วรรคที่ 1 กับ 2 เป็นบาทเอก วรรคที่ 3 กับ 4 เป็นบาทโท
    • สัมผัสบังคับ 4 แห่ง: ท้ายวรรคที่ 1 สัมผัสกับ คำที่ 1 หรือ 2 ของวรรคที่ 2 · ท้ายวรรคที่ 2 สัมผัสกับท้ายวรรคที่ 3 · ท้ายวรรคที่ 3 สัมผัสกับ คำที่ 1 หรือ 2 ของวรรคที่ 4 · ท้ายวรรคที่ 4 สัมผัสกับท้ายวรรคที่ 2 ของบทถัดไป
    • นิยมใช้ในบทอาขยานและกลอนสำหรับเด็กที่ต้องการจังหวะสั้น จำง่าย
  • กลอนแปด (กลอนสุภาพ) วรรคละ 7–8 คำ โดยนิยม 8 คำ
    • สัมผัส: ท้ายวรรคสดับ สัมผัสกับ คำที่ 3 (หรือคำที่ 5) ของวรรครับ · ท้ายวรรครับ สัมผัสกับท้ายวรรครอง · ท้ายวรรครอง สัมผัสกับ คำที่ 3 (หรือคำที่ 5) ของวรรคส่ง · ท้ายวรรคส่ง สัมผัสกับท้ายวรรครับของบทถัดไป
    • คำท้ายวรรครับ ไม่นิยมใช้เสียงสามัญและเสียงตรี มักใช้เสียงจัตวา เอก หรือโท — คำท้ายวรรคสดับใช้เสียงใดก็ได้ และคำท้ายวรรคส่งไม่ควรเป็นคำตาย
    • สัมผัสใน เป็นสัมผัสภายในวรรคเดียวกัน จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีจะทำให้กลอนไพเราะขึ้น
  • วิธีตรวจว่าบทที่ให้มาเป็นกลอนชนิดใด — นับคำในวรรคก่อน ถ้าวรรคละ 4 คำคือกลอนสี่ ถ้าวรรคละ 7–8 คำคือกลอนแปด แล้วจึงตรวจเส้นสัมผัส

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • บทร้อยกรองจากงานเขียนจริง — «ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด / คิดถึงบาทบพิตรอดิศร / โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร / แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น» คัดจาก «นิราศภูเขาทอง» ของสุนทรภู่ (กลอนแปด · ฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ) · วิธีคิด: วรรคหนึ่งมี 7–8 คำ จึงเป็น กลอนแปด · เส้นสัมผัสคือ ท้ายวรรคสดับ «ขาด» สัมผัสคำที่ 3 ของวรรครับ «บาท» (สระอาและตัวสะกดแม่ กด เหมือนกัน) · ท้ายวรรครับ «อดิศร» สัมผัสท้ายวรรครอง «สุนทร» · ท้ายวรรครอง «สุนทร» สัมผัสคำที่ 3 ของวรรคส่ง «ก่อน» · ท้ายวรรคส่ง «เย็น» เตรียมส่งสัมผัสให้วรรครับของบทถัดไป · บทนี้ไม่ใช่กลอนสี่ เพราะถ้าเป็นกลอนสี่ครูบาอาจารย์จะนับได้เพียงวรรคละ 4 คำ
  • «ต้นไม้ ริมรั้ว / หัวใจ ชื่นบาน / ร่มเงา กลางลาน / บ้านเรา น่าอยู่» เป็นคำประพันธ์ชนิดใด — วรรคละ 4 คำ จึงเป็น กลอนสี่ (ตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อฝึก) · เส้นสัมผัส: «รั้ว» ท้ายวรรคที่ 1 สัมผัสคำที่ 2 ของวรรคที่ 2 คือ «หัว» · «บาน» ท้ายวรรคที่ 2 สัมผัส «ลาน» ท้ายวรรคที่ 3 · «ลาน» ท้ายวรรคที่ 3 สัมผัสคำที่ 1 ของวรรคที่ 4 คือ «บ้าน»
  • ตรวจจำนวนคำของวรรค «อ่านหนังสือทุกวันไม่เบื่อ» — นับได้ 7 คำ ไม่ครบ 8 แม้จะยังอยู่ในเกณฑ์ 7–8 คำของกลอนแปด แต่ถ้าจะให้จังหวะเท่าวรรคอื่นควรเติมคำให้ครบ เช่น «อ่านหนังสือทุกวันไม่เคยเบื่อ» แล้วหาคำที่ 3 ของวรรครับที่เสียงคล้องกัน («เพื่อน» · «เหมือน» · «เดือน»)
  • นับคำให้เป็น «เสียงพยางค์» ไม่ใช่คำที่เขียนติดกัน — «โรงเรียน» นับ 2 คำ · «ภาษา» นับ 2 คำ · «นักเรียน» นับ 2 คำ ถ้านับผิด วรรคนั้นจะขาดหรือเกิน 8 คำทันที

ภาพและไดอะแกรม

flowchart LR
    W1[วรรคสดับ] -->|ท้ายวรรคสัมผัสคำที่ 3 หรือ 5 ของวรรครับ| W2[วรรครับ]
    W2 -->|ท้ายวรรคสัมผัสท้ายวรรครอง| W3[วรรครอง]
    W3 -->|ท้ายวรรคสัมผัสคำที่ 3 หรือ 5 ของวรรคส่ง| W4[วรรคส่ง]
    W4 -->|ท้ายวรรคสัมผัสท้ายวรรครับของบทถัดไป| N[วรรครับของบทถัดไป]

คำบรรยายภาพ: แผนผังเส้นสัมผัสของกลอนแปด หนึ่งบทมีสี่วรรคเรียงกันคือวรรคสดับ วรรครับ วรรครอง และวรรคส่ง คำท้ายวรรคสดับส่งสัมผัสไปยังคำที่สามหรือคำที่ห้าของวรรครับ คำท้ายวรรครับส่งสัมผัสไปยังคำท้ายวรรครอง คำท้ายวรรครองส่งสัมผัสไปยังคำที่สามหรือคำที่ห้าของวรรคส่ง และคำท้ายวรรคส่งส่งสัมผัสต่อไปยังคำท้ายวรรครับของบทถัดไป

ชนิด วรรคละ หนึ่งบทมี จุดที่ต้องระวัง
กลอนสี่ 4 คำ 2 บาท = 4 วรรค ท้ายวรรคที่ 1 และ 3 รับสัมผัสที่คำที่ 1 หรือ 2 ของวรรคถัดไป
กลอนแปด (กลอนสุภาพ) 7–8 คำ (นิยม 8) 2 บาท = 4 วรรค ท้ายวรรครับไม่นิยมเสียงสามัญและตรี · ท้ายวรรคส่งไม่ควรเป็นคำตาย

คำบรรยายภาพ: ตารางเทียบกลอนสี่กับกลอนแปด กลอนสี่หนึ่งวรรคมีสี่คำ หนึ่งบทมีสองบาทรวมสี่วรรค และท้ายวรรคที่หนึ่งกับวรรคที่สามรับสัมผัสที่คำที่หนึ่งหรือคำที่สองของวรรคถัดไป ส่วนกลอนแปดหนึ่งวรรคมีเจ็ดถึงแปดคำ นิยมแปดคำ หนึ่งบทมีสองบาทรวมสี่วรรค และคำท้ายวรรครับกับวรรคส่งไม่นิยมใช้เสียงสามัญและเสียงตรี

เรื่องย่อยที่ 2

กาพย์ (กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง)

องค์ความรู้

  • กาพย์ เป็นคำประพันธ์ที่ ไม่บังคับคำเอก–คำโท และไม่บังคับเสียงครุ–ลหุ อย่างฉันท์ บังคับเพียงจำนวนคำและตำแหน่งสัมผัส
  • กาพย์ยานี ๑๑
    • 1 บาท = 2 วรรค (วรรคหน้า 5 คำ + วรรคหลัง 6 คำ = 11 คำ) · 1 บท = 2 บาท = 4 วรรค = 22 คำ
    • สัมผัสในบท: ท้ายวรรคที่ 1 สัมผัส คำที่ 3 ของวรรคที่ 2 · ท้ายวรรคที่ 2 สัมผัส ท้ายวรรคที่ 3
    • ท้ายวรรคที่ 3 จะสัมผัสกับ คำที่ 1 หรือ 3 ของวรรคที่ 4 ก็ได้ ไม่มีก็ได้
    • สัมผัสระหว่างบท: ท้ายวรรคที่ 4 ของบทต้น สัมผัส ท้ายวรรคที่ 2 ของบทถัดไป แล้วส่งต่อกันไปได้ไม่จำกัดบท
  • กาพย์ฉบัง ๑๖
    • 1 บท = 1 บาท = 3 วรรค เรียงจำนวนคำเป็น 6 · 4 · 6 รวม 16 คำ จึงได้ชื่อว่าฉบัง ๑๖
    • สัมผัส: ท้ายวรรคที่ 1 สัมผัส ท้ายวรรคที่ 2 และท้ายวรรคที่ 2 จะสัมผัสท้ายวรรคที่ 3 เพิ่มก็ได้เพื่อความไพเราะ
    • สัมผัสระหว่างบท: ท้ายวรรคที่ 3 ของบทต้น สัมผัส ท้ายวรรคที่ 1 ของบทถัดไป
    • มักใช้กับบทที่ลีลาคึกคัก โลดโผน หรือบทปลุกใจ จึงต่างจากกาพย์ยานีที่ใช้เล่าเรื่องได้ยาว ๆ
  • วิธีแยกสองชนิดนี้ให้เร็ว — กาพย์ยานี ๑๑ มี 4 วรรคในหนึ่งบทและวรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ · กาพย์ฉบัง ๑๖ มี 3 วรรคในหนึ่งบทและวรรคแรกกับวรรคท้ายยาวกว่าวรรคกลาง

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • บทร้อยกรองจากงานเขียนจริง — «พระเสด็จโดยแดนชล / ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย / กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย / พายอ่อนหยับจับงามงอน» คัด 4 วรรคแรกจาก «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง · สมัยอยุธยาตอนปลาย · ฉบับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมศิลปากร) · วิธีคิด: วรรคหน้ามี 5 คำ วรรคหลังมี 6 คำ สลับกันไป จึงเป็น กาพย์ยานี ๑๑ · เส้นสัมผัส: ท้ายวรรคที่ 1 «ชล» สัมผัสคำที่ 3 ของวรรคที่ 2 «ต้น» (สระโอะและตัวสะกดแม่ กน) · ท้ายวรรคที่ 2 «ฉาย» สัมผัสท้ายวรรคที่ 3 «ราย» · ท้ายวรรคที่ 3 «ราย» สัมผัสคำที่ 1 ของวรรคที่ 4 «พาย» · ท้ายวรรคที่ 4 «งอน» เตรียมส่งสัมผัสให้วรรคที่ 2 ของบทถัดไป
  • บทอาขยานจากงานเขียนจริง — «วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล / ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา» มาจาก «สุภาษิตศรีสวัสดิ์» ของนายมี (หมื่นพรหมสมพัตสร · สมัยรัชกาลที่ 3) · วิธีคิด: วรรคหน้ามี 5 คำ วรรคหลังมี 6 คำ รวมบาทละ 11 คำ จึงเป็น กาพย์ยานี ๑๑ เช่นกัน (ต่างจากกาพย์เห่เรือตรงที่บทนี้ไม่มีสัมผัสระหว่างวรรคที่ 3 กับวรรคที่ 4 ซึ่งกาพย์ยานีทำให้ได้ ไม่ถือว่าผิด)
  • «นกเขาขันกังวานไพร / สายลมผ่านไป / หมู่ไม้ร่มเย็นรื่นรมย์» อย่างนี้เป็นกาพย์ชนิดใด — นับวรรคได้ 3 วรรคในหนึ่งบท · วรรคแรก «นก เขา ขัน กัง วาน ไพร» = 6 คำ · วรรคกลาง «สาย ลม ผ่าน ไป» = 4 คำ · วรรคท้าย «หมู่ ไม้ ร่ม เย็น รื่น รมย์» = 6 คำ รวม 16 คำ จึงเป็น กาพย์ฉบัง ๑๖ (ตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อฝึก) · ท้ายวรรคที่ 1 «ไพร» สัมผัสท้ายวรรคที่ 2 «ไป» (สระไอเหมือนกัน) ตามที่ฉบัง ๑๖ บังคับ · วิธีคิด: ถ้าเห็น 4 วรรคในหนึ่งบทให้คิดถึงกาพย์ยานี ๑๑ ทันที แต่ 3 วรรคที่เรียง 6 · 4 · 6 คำคือฉบัง ๑๖
  • ทำไมกาพย์พระไชยสุริยาจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า «กาพย์» — «กาพย์พระไชยสุริยา» ของสุนทรภู่ เป็นบทที่ใช้กาพย์หลายชนิดสลับกันในเรื่องเดียว จึงเห็นได้ว่ากาพย์แต่ละชนิดมีจำนวนคำและจังหวะต่างกัน และผู้แต่งเลือกใช้ตามอารมณ์ของตอนนั้น

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A[เห็นบทร้อยกรองที่อ้างว่าเป็นกาพย์] --> B{หนึ่งบทมีกี่วรรค}
    B -- 4 วรรค --> C[กาพย์ยานี 11<br/>วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ<br/>บาทละ 11 คำ บทละ 22 คำ]
    B -- 3 วรรค --> D[กาพย์ฉบัง 16<br/>วรรคละ 6 · 4 · 6 คำ รวม 16 คำ]
    C --> E[ท้ายวรรค 1 สัมผัสคำที่ 3 ของวรรค 2<br/>ท้ายวรรค 2 สัมผัสท้ายวรรค 3<br/>ท้ายวรรค 4 ส่งไปวรรค 2 ของบทถัดไป]
    D --> F[ท้ายวรรค 1 สัมผัสท้ายวรรค 2<br/>ท้ายวรรค 3 ส่งไปท้ายวรรค 1 ของบทถัดไป]

คำบรรยายภาพ: แผนผังแยกกาพย์สองชนิด ถ้าเห็นบทหนึ่งมีสี่วรรคให้คิดถึงกาพย์ยานี 11 ซึ่งวรรคหน้ามีห้าคำ วรรคหลังมีหกคำ รวมบาทละสิบเอ็ดคำ โดยคำท้ายวรรคที่หนึ่งสัมผัสคำที่สามของวรรคที่สอง คำท้ายวรรคที่สองสัมผัสคำท้ายวรรคที่สาม และคำท้ายวรรคที่สี่ส่งสัมผัสไปยังวรรคที่สองของบทถัดไป ถ้าเห็นบทหนึ่งมีสามวรรคให้คิดถึงกาพย์ฉบัง 16 ซึ่งวรรคเรียงกันเป็นหก สี่ และหกคำ โดยคำท้ายวรรคที่หนึ่งสัมผัสคำท้ายวรรคที่สอง และคำท้ายวรรคที่สามส่งสัมผัสไปยังวรรคแรกของบทถัดไป

เรื่องย่อยที่ 3

โคลงสี่สุภาพ

องค์ความรู้

  • โคลงสี่สุภาพ เป็นคำประพันธ์ที่บังคับทั้งจำนวนคำและ รูปวรรณยุกต์เอก–โท จึงเป็นบทที่ตรวจยากกว่ากลอนและกาพย์ (หลักสูตรจัดไว้ระดับ ม.1 โรงเรียนแข่งขันสูงมักออก)
  • คณะ — 1 บท มี 4 บาท · 1 บาท มี 2 วรรค
    • บาทที่ 1 · 2 · 3 วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ (บาทละ 7 คำ)
    • บาทที่ 4 วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 4 คำ (9 คำ)
    • รวมทั้งบท 30 คำ
  • คำเอก–คำโท บังคับ รูปวรรณยุกต์เอก 7 แห่ง และรูปวรรณยุกต์โท 4 แห่ง ตามตำแหน่งในแผนผัง ส่วนคำที่เหลืออีก 19 คำเป็น คำสุภาพ คือคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์
    • คำเอก คือคำที่มีรูปไม้เอก ( ่ ) · คำโท คือคำที่มีรูปไม้โท ( ้ )
    • อนุโลมให้ ใช้คำตายแทนคำเอก ได้ในที่ที่หาคำเอกไม่ได้ (คำตาย = สระสั้นไม่มีตัวสะกด หรือคำที่สะกดด้วยแม่ กก กด กบ) แต่ตำราไม่นิยม «เอกโทษ» หรือ «โทโทษ» คือเปลี่ยนรูปวรรณยุกต์ของคำให้ตรงบังคับ เพราะทำให้รูปคำเพี้ยน
    • ท้ายวรรคทุกวรรคไม่ควรมีรูปวรรณยุกต์ เพราะจะทำให้น้ำหนักของโคลงเสียไป
  • คำสร้อย คือคำที่แต่งเติมท้ายบาทเพื่อให้ได้ใจความครบ เติมได้ที่ ท้ายบาทที่ 1 และท้ายบาทที่ 3 แห่งละ 2 คำ ถ้าได้ใจความครบแล้วไม่ต้องเติม คำที่นิยมใช้เป็นคำสร้อย ได้แก่ นา นอ เนอ เอย แล แฮ เฮย รา เทอญ — ถ้าใส่ทั้งที่ความครบแล้วจะกลายเป็น «รกสร้อย»
  • สัมผัส — ท้ายบาทที่ 1 สัมผัสกับ คำที่ 5 ของบาทที่ 2 และคำที่ 5 ของบาทที่ 3 · ท้ายบาทที่ 2 สัมผัสกับ คำที่ 5 ของบาทที่ 4
    • เมื่อแต่งต่อกันหลายบท (โคลงสุภาพลิลิต) ท้ายบาทที่ 4 ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 1 · 2 หรือ 3 ของบทถัดไป ถ้าไม่ส่งสัมผัสระหว่างบทเรียกว่าโคลงสุภาพชาตรี

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • บทร้อยกรองจากงานเขียนจริง — «กัลออมเพ็ญเพียบน้ำ ฤๅมี เสียงนา / กัลออมพร่องชลธี เฟื่องฟื้น / ผู้ปราชญ์ห่อนวาที สรรเสริญ ตนนา / คนถ่อยความรู้ตื้น มากถ้อยลามปาม» คัดจาก «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) ใน «ประชุมโคลงโลกนิติ» ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ (ฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ) · วิธีคิด: ครบ 4 บาท ตามโครงของโคลงสี่สุภาพ · ท้ายบาทที่ 1 คือ «มี» สัมผัสกับ คำที่ 5 ของบาทที่ 2 คือ «ธี» (ในคำ «ชลธี») และ คำที่ 5 ของบาทที่ 3 คือ «ที» (ในคำ «วาที») ซึ่งเป็นสระอีเหมือนกันทั้งสามคำ · ท้ายบาทที่ 2 คือ «ฟื้น» สัมผัสกับ คำที่ 5 ของบาทที่ 4 คือ «ตื้น» (สระอึและตัวสะกด น เหมือนกัน) · บทนี้ยังมี คำสร้อย 2 คำ ท้ายบาทที่ 1 คือ «เสียงนา» และท้ายบาทที่ 3 คือ «ตนนา» ตรงตามบังคับ
  • ข้อคิดของบทที่ ๒๕ กับโครงสร้างช่วยยืนยันกันอย่างไร — บทนี้ยกของสองอย่างมาเทียบกัน คือหม้อน้ำที่เต็มเปี่ยมไม่ส่งเสียง กับหม้อน้ำที่พร่องแล้วส่งเสียงกระฉอก แล้วจึงโยงไปถึงคน · เมื่อเห็นว่าทั้งบทมี 4 บาทและส่งสัมผัสตรงตำแหน่ง ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าไม่ใช่กลอนแปดหรือกาพย์ เพราะกาพย์และกลอนไม่บังคับรูปวรรณยุกต์เอก–โทแบบโคลง
  • ตรวจคำของโคลงที่แต่งขึ้นเพื่อฝึก — «เด็กดีหมั่นฝึกฝน | พากเพียร / ตั้งใจอ่านเขียนเพียร | หมั่นทวน / ตั้งอกตั้งใจเพียร | ทุกคืน / คอยอ่านซ้ำทบทวน | ให้ได้ทุกวัน» (ตัวอย่างที่แต่งขึ้นเพื่อฝึกโครงสร้าง ยังไม่ครบเงื่อนไขคำเอก–คำโท) · วิธีคิด: บาทที่ 1 เป็น «เด็ก ดี หมั่น ฝึก ฝน» 5 คำ + «พาก เพียร» 2 คำ · บาทที่ 2 «ตั้ง ใจ อ่าน เขียน เพียร» 5 คำ + «หมั่น ทวน» 2 คำ · บาทที่ 3 «ตั้ง อก ตั้ง ใจ เพียร» 5 คำ + «ทุก คืน» 2 คำ · บาทที่ 4 «คอย อ่าน ซ้ำ ทบ ทวน» 5 คำ + «ให้ ได้ ทุก วัน» 4 คำ รวม 30 คำ · สัมผัส: ท้ายบาทที่ 1 «เพียร» ตรงกับคำที่ 5 ของบาทที่ 2 และบาทที่ 3 ซึ่งก็คือ «เพียร» ทั้งสองแห่ง · ท้ายบาทที่ 2 «ทวน» ตรงกับคำที่ 5 ของบาทที่ 4 «ทวน» · ตัวอย่างนี้ใช้ฝึกโครงและการส่งสัมผัส ส่วนคำเอก–คำโทต้องไปตรวจกับแผนผังก่อนจึงจะใช้เป็นโคลงได้จริง
  • ข้อสอบถามว่า «โคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมีกี่คำ» ตอบอย่างไร — ตอบ 30 คำ โดยแยกให้เห็นว่า บาทที่ 1–3 บาทละ 7 คำ (5+2) และบาทที่ 4 มี 9 คำ (5+4) — ถ้าตอบว่า 28 คำ มักเกิดจากการลืมว่าบาทที่ 4 วรรคหลังมี 4 คำ ไม่ใช่ 2 คำ
  • เห็นบทขึ้นต้นบรรทัดเดียวจบ หน้าตาเป็น «๐๐๐๐๐ ๐๐» ควรนับอย่างไร — ให้นับทีละบาท บาทละ 2 วรรค วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลัง 2 คำ · ถ้าเจอบทที่วรรคหลังยาวกว่า 2 คำ ให้ดูว่าเป็นคำสร้อยต่อท้ายหรือเป็นบาทที่ 4 ซึ่งวรรคหลังมี 4 คำ

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    B["บาทที่ 1 · วรรคหน้า 5 คำ + วรรคหลัง 2 คำ"] -->|"ท้ายบาทสัมผัสคำที่ 5 ของบาทที่ 2 และบาทที่ 3"| B2["บาทที่ 2 · วรรคหน้า 5 คำ + วรรคหลัง 2 คำ"]
    B -->|"คำสร้อย 2 คำ เติมได้ท้ายบาทที่ 1"| S1["เช่น เสียงนา"]
    B2 -->|"ท้ายบาทสัมผัสคำที่ 5 ของบาทที่ 4"| B4["บาทที่ 4 · วรรคหน้า 5 คำ + วรรคหลัง 4 คำ"]
    B3["บาทที่ 3 · วรรคหน้า 5 คำ + วรรคหลัง 2 คำ"] -->|"คำสร้อย 2 คำ เติมได้ท้ายบาทที่ 3"| S2["เช่น ตนนา"]
    B4 -->|"ถ้าแต่งต่อหลายบท ท้ายบาทที่ 4 ส่งสัมผัสไปต้นบทถัดไป"| NB["บทถัดไป"]

คำบรรยายภาพ: แผนผังโครงของโคลงสี่สุภาพ หนึ่งบทมีสี่บาท แต่ละบาทมีสองวรรค บาทที่หนึ่งถึงบาทที่สามมีวรรคหน้าห้าคำและวรรคหลังสองคำ บาทที่สี่มีวรรคหน้าห้าคำและวรรคหลังสี่คำ รวมสามสิบคำ คำท้ายบาทที่หนึ่งส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าของบาทที่สองและบาทที่สาม คำท้ายบาทที่สองส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าของบาทที่สี่ และคำสร้อยสองคำเติมได้ท้ายบาทที่หนึ่งกับบาทที่สาม ถ้าแต่งต่อหลายบทคำท้ายบาทที่สี่จะส่งสัมผัสไปยังต้นบทถัดไป

ชนิดคำประพันธ์ หนึ่งบทมี วรรคละ บังคับเอก–โท จุดสังเกต
กลอนสี่ 2 บาท = 4 วรรค 4 คำ ไม่บังคับ ท้ายวรรคที่ 1 และ 3 รับสัมผัสที่คำที่ 1 หรือ 2
กลอนแปด 2 บาท = 4 วรรค 7–8 คำ (นิยม 8) ไม่บังคับ ท้ายวรรครับรับสัมผัสที่คำที่ 3 หรือ 5
กาพย์ยานี ๑๑ 2 บาท = 4 วรรค 5 คำ + 6 คำ ไม่บังคับ บาทละ 11 คำ บทละ 22 คำ
กาพย์ฉบัง ๑๖ 1 บาท = 3 วรรค 6 · 4 · 6 คำ ไม่บังคับ รวม 16 คำ จึงได้ชื่อฉบัง 16
โคลงสี่สุภาพ 4 บาท 5+2 คำ (บาทที่ 4 = 5+4 คำ) บังคับ เอก 7 โท 4 รวม 30 คำ มีคำสร้อยท้ายบาทที่ 1 และ 3

คำบรรยายภาพ: ตารางเปรียบเทียบคำประพันธ์ห้าชนิดที่ต้องรู้ในระดับนี้ กลอนสี่ กลอนแปด กาพย์ยานี ๑๑ และกาพย์ฉบัง ๑๖ ไม่บังคับรูปวรรณยุกต์เอกและโท ต่างกันที่จำนวนคำในวรรคและจำนวนวรรคในหนึ่งบท ส่วนโคลงสี่สุภาพบังคับรูปวรรณยุกต์เอกเจ็ดแห่งและโทสี่แห่ง หนึ่งบทมีสี่บาท แต่ละบาทมีสองวรรค โดยบาทที่สี่มีวรรคหลังสี่คำ รวมทั้งบทสามสิบคำ และมีคำสร้อยเติมได้ท้ายบาทที่หนึ่งกับบาทที่สาม

ข้อควรระวัง

  • อย่าสลับ «บาท» กับ «บท» — กลอนและกาพย์หนึ่งบทมี 2 บาท แต่กาพย์ฉบัง ๑๖ หนึ่งบทมีเพียง 1 บาท ส่วนโคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมี 4 บาท ถ้านับสลับจะตอบจำนวนคำผิดทั้งข้อ
  • นับคำในกลอนเป็น «เสียงพยางค์» ไม่ใช่คำที่เขียนติดกัน — «โรงเรียน» «ภาษา» «นักเรียน» นับคำละ 2 คำ วรรคที่ดูเหมือนครบ 8 คำอาจได้จริงแค่ 7 คำ
  • กาพย์ไม่บังคับเอก–โท แต่โคลงบังคับ — ถ้าเห็นบทที่บังคับไม้เอกไม้โท อย่าตอบว่าเป็นกลอนหรือกาพย์ และถ้าเห็นบทที่ไม่บังคับ อย่าตอบว่าเป็นโคลง
  • โคลงสี่สุภาพหนึ่งบทมี 30 คำ ไม่ใช่ 28 คำ — เพราะบาทที่ 4 วรรคหลังมี 4 คำ ต่างจากสามบาทแรกที่วรรคหลังมี 2 คำ
  • คำสร้อยไม่ใช่คำฟุ่มเฟือยที่ใส่ได้ตามใจ — เติมได้เฉพาะท้ายบาทที่ 1 และบาทที่ 3 แห่งละ 2 คำ และใส่เมื่อความยังไม่ครบเท่านั้น
  • คำท้ายวรรคของโคลงไม่ควรมีรูปวรรณยุกต์ — ยกเว้นตำแหน่งที่ถูกบังคับให้เป็นคำเอกหรือคำโทโดยตรง

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 37–39)
  • ตัวชี้วัด ป.6: ท 4.1 ป.6/5 (แต่งบทร้อยกรอง) · ท 5.1 ป.6/4 (ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า) (ดู ../_ref/p6-indicators.md)
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • ไฟล์ต้นฉบับในโปรเจ็ค: ../_ref/thai-2551-obec.pdf · ../_ref/core-2551.pdf (ดู ../_ref/SOURCES.md)
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «นิราศภูเขาทอง» — สุนทรภู่ (กลอนแปด) · ข้อความฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ https://th.wikisource.org/wiki/นิราศภูเขาทอง (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «กาพย์เห่เรือ» ตอน เห่ชมเรือกระบวน — เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย · คัด 4 วรรคแรกจากฉบับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมศิลปากร https://www.finearts.go.th/main/view/9808 (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • «โคลงโลกนิติ» บทที่ ๒๕ (สำนวนเก่า) — คัดจาก «ประชุมโคลงโลกนิติ» (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระ) https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมโคลงโลกนิติ/๐๒๕ (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • บทอาขยาน «วิชาเหมือนสินค้า» — คัดจาก «สุภาษิตศรีสวัสดิ์» ของนายมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) สมัยรัชกาลที่ 3 — วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 https://www.orst.go.th/FILEROOM/CABROYINWEB/DRAWER004/GENERAL/DATA0000/00000038.FLP/html/250/ (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • เกณฑ์ฉันทลักษณ์ของกลอน กาพย์ และโคลง: «พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทย ภาคฉันทลักษณ์» ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2550)

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?