กำลังเตรียมเว็บ…
ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยระดับ ป.4–ป.6ป.4–ป.6

คำมูลและการสร้างคำ

สารบัญเรื่องย่อย (4 เรื่อง)

อ่านทำไม

คำไทยทุกคำเริ่มจาก «คำมูล» แล้วจึงเอามาต่อกัน ซ้ำคำเดิม หรือจับคู่คำที่มีความหมายใกล้กันจนเกิดเป็นคำใหม่ ถ้าเด็กแยกไม่ออกว่าคำที่เห็นเป็นคำมูล คำประสม คำซ้ำ หรือคำซ้อน ก็จะบอกความหมายของคำในประโยคและเลือกใช้คำได้ไม่ตรง ข้อสอบเข้า ม.1 ออกเรื่องนี้บ่อยมาก และมักถามให้เลือกว่าคำในข้อใด สร้างคำด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งตอบได้ทันทีถ้ารู้หลักการสร้างคำ ไม่ต้องท่องจำทีละคำ

เรื่องย่อยที่ 1

คำมูล

องค์ความรู้

  • คำมูล คือคำที่ตั้งขึ้นใช้เป็นคำโดด มีความหมายในตัวเอง และ แยกส่วนประกอบออกไม่ได้ — ถ้าแยกออกแล้วมีส่วนใดไม่เหลือความหมายเดิม คำนั้นก็ยังเป็นคำมูล
  • คำมูลมีทั้งแบบ พยางค์เดียว เช่น «ดิน» «น้ำ» «ไฟ» «ดี» «วิ่ง» และแบบ หลายพยางค์ เช่น «กระเป๋า» «สะพาน» «มะละกอ»
  • คำมูลหลายพยางค์ที่ยกมา ไม่ใช่คำประสม เพราะแต่ละพยางค์ไม่มีความหมายเป็นคำ ๆ เช่น «กะ-ทิ» แยกแล้ว «กะ» หรือ «ทิ» ไม่ได้แปลว่าอะไรเกี่ยวกับน้ำกะทิ
  • วิธีตรวจว่าเป็นคำมูลหรือไม่ มี 2 ข้อ ใช้แทนกันได้
    1. แยกส่วนประกอบ — ถ้าแบ่งแล้วมีส่วนที่ไม่เหลือความหมาย คำนั้นเป็นคำมูล
    2. ลองใช้โดด ๆ — ถ้าใช้คำนั้นตามลำพังได้และคนไทยเข้าใจทันที คำนั้นเป็นคำมูล
  • คำมูลเป็น «วัตถุดิบ» ของการสร้างคำแบบอื่นทั้งหมด ทั้งคำประสม คำซ้ำ และคำซ้อน ต้องหาคำมูลให้ได้ก่อนจึงจะบอกวิธีสร้างคำได้

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «กระเป๋า» เป็นคำมูลหรือเป็นคำประสม — ลองแยกเป็น «กระ» + «เป๋า» แล้ว «เป๋า» ไม่ได้แปลว่าสิ่งใดที่ใช้ใส่ของ จึงแยกไม่ได้ → เป็นคำมูลหลายพยางค์
  • «น้ำแข็ง» เป็นคำมูลหรือไม่ — แยกเป็น «น้ำ» + «แข็ง» แล้วได้ความหมายทั้งสองคำ (ของเหลว + แข็งตัว) → ไม่ใช่คำมูล แต่เป็นคำประสม
  • «มะละกอ» กับ «มะนาว» ต่างกันอย่างไรเรื่องการสร้างคำ — ทั้งคู่เป็น คำมูล เหมือนกัน เพราะ «มะ» ไม่ได้มีความหมายเป็นคำเดี่ยวในทั้งสองคำ ไม่ต้องไปเทียบกับคำที่ขึ้นต้นด้วย «มะ» คำอื่น
  • หาคำมูลใน «เด็กดีช่วยพ่อทำงาน» — ได้ 6 คำ คือ «เด็ก» «ดี» «ช่วย» «พ่อ» «ทำ» และ «งาน» เป็นคำมูลพยางค์เดียวทั้งหมด

ภาพและไดอะแกรม

flowchart TD
    A["เจอคำที่ต้องวิเคราะห์"] --> B["ลองแยกส่วนประกอบออก"]
    B --> C{"มีส่วนใดที่ไม่เหลือความหมายหรือไม่"}
    C -->|"มี"| D["เป็นคำมูล<br/>เช่น กระเป๋า · สะพาน · มะละกอ"]
    C -->|"ไม่มี ทุกส่วนยังมีความหมาย"| E["เป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่<br/>ดูต่อว่าใช้วิธีใด"]
    E --> F["คำประสม · คำซ้ำ · คำซ้อน"]

คำบรรยายภาพ: ผังวิธีตรวจว่าคำหนึ่งเป็นคำมูลหรือเป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่ เริ่มจากลองแยกคำนั้นออกเป็นส่วน ๆ ถ้ามีส่วนใดไม่เหลือความหมายก็เป็นคำมูล เช่น กระเป๋า สะพาน มะละกอ ถ้าทุกส่วนยังมีความหมายครบก็เป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วจึงแยกต่อว่าใช้วิธีประสม ซ้ำ หรือซ้อน

เรื่องย่อยที่ 2

คำประสม

องค์ความรู้

  • คำประสม คือคำที่เกิดจาก คำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาเรียงต่อกัน แล้วได้ ความหมายใหม่ อย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่ความหมายของคำเดิมทั้งสองรวมกันแบบตรงตัว
  • คำที่นำมาประสมมี ชนิดของคำต่างกันได้ เช่น คำนาม + คำนาม («พ่อครัว») · คำนาม + คำกริยา («เครื่องบิน») · คำนาม + คำวิเศษณ์ («น้ำแข็ง» «ตู้เย็น»)
  • ความหมายใหม่ที่เกิดจากคำประสม มี 2 แบบ
    • ตรงตามคำที่ประกอบ — รวมแล้วหมายถึงสิ่งนั้นจริง ๆ เช่น «โรงเรียน» คือสถานที่เรียน · «สนามบิน» คือสนามที่เครื่องบินขึ้นลง
    • เปรียบเทียบหรือเปลี่ยนความหมาย — รวมแล้วไม่ได้หมายถึงของสองอย่าง เช่น «ลูกเสือ» ไม่ใช่ลูกของเสือ · «ปากกา» ไม่ใช่ปากที่ทำด้วยกา
  • วิธีแยกคำประสมออกจากคำมูล — แยกแล้ว ทุกส่วนต้องมีความหมาย และ แต่ละส่วนเป็นคำที่ใช้โดด ๆ ได้ ถ้าส่วนใดใช้โดด ๆ ไม่ได้ ให้ย้อนกลับไปดูว่าคำนั้นอาจเป็นคำมูลหลายพยางค์
  • คำประสมเขียนติดกันเป็นคำเดียว ไม่เว้นวรรคระหว่างส่วน («แม่น้ำ» ไม่ใช่ «แม่ น้ำ»)

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «โรงเรียน» สร้างคำด้วยวิธีใด — เกิดจากคำมูล «โรง» + «เรียน» รวมแล้วหมายถึงสถานที่ที่ใช้เรียน ทั้งสองส่วนใช้โดด ๆ ได้ → คำประสม
  • «ตู้เย็น» ต่างจาก «ตู้» อย่างไร — «ตู้» เป็นคำมูลหมายถึงภาชนะใส่ของ ส่วน «ตู้เย็น» เป็น คำประสม ที่ได้ความหมายใหม่คือเครื่องทำความเย็น เก็บอาหารได้
  • คำในข้อใดเป็นคำประสม «กะทิ · สะพาน · เครื่องบิน · มะลิ» — ตอบ เครื่องบิน เพราะแยกเป็น «เครื่อง» + «บิน» ได้ความหมายทั้งคู่ ส่วนอีกสามคำเป็นคำมูลหลายพยางค์
  • «แปรงสีฟัน» มีกี่คำมูล — มี 3 คำ คือ «แปรง» «สี» «ฟัน» นำมาประสมกันเป็นชื่อของเครื่องใช้ชิ้นเดียว

ภาพและไดอะแกรม

คำประสม แยกเป็นคำมูล ความหมายใหม่ที่ได้
โรงเรียน โรง + เรียน สถานที่ที่ใช้เรียน
น้ำแข็ง น้ำ + แข็ง น้ำที่แข็งตัวเป็นก้อน ใช้ใส่เครื่องดื่ม
เครื่องบิน เครื่อง + บิน ยานพาหนะที่บินได้
ตู้เย็น ตู้ + เย็น เครื่องทำความเย็นสำหรับเก็บอาหาร
พ่อครัว พ่อ + ครัว คนที่ทำอาหารเป็นอาชีพ
ลูกเสือ ลูก + เสือ ชื่อเรียกสมาชิกของคณะลูกเสือ ไม่ใช่ลูกของเสือ

คำบรรยายภาพ: ตารางคำประสม 6 คำ แต่ละคำแยกออกเป็นคำมูลที่นำมาประสมกัน แล้วเทียบกับความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นจริง เช่น โรงเรียนมาจากคำว่าโรงกับคำว่าเรียน ได้ความหมายว่าสถานที่เรียน และลูกเสือไม่ได้หมายถึงลูกของเสือแต่หมายถึงสมาชิกของคณะลูกเสือ

เรื่องย่อยที่ 3

คำซ้ำ

องค์ความรู้

  • คำซ้ำ คือการนำ คำมูลคำเดิมมาเขียนซ้ำติดกัน แล้วได้ความหมายเปลี่ยนจากเดิม โดยในภาษาเขียนใช้ ไม้ยมก « ๆ » กำกับไว้ท้ายคำที่ซ้ำ
  • เวลาอ่านออกเสียง ให้อ่านคำนั้นซ้ำตามที่เขียน เช่น «เด็ก ๆ» อ่านว่า เด็ก-เด็ก · «เร็ว ๆ» อ่านว่า เร็ว-เร็ว
  • ความหมายที่เปลี่ยนไปเมื่อซ้ำคำ พบได้ 4 แบบ
    1. บอกจำนวนมากหรือไม่เจาะจง — «เด็ก ๆ เล่นที่สนาม» (เด็กหลายคน)
    2. บอกให้ทำเบา ๆ ช้า ๆ หรือเพียงครู่เดียว — «ค่อย ๆ เดิน» · «อ่านเร็ว ๆ»
    3. บอกว่าแยกเป็นส่วน ๆ หรือทำซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง — «หั่นเป็นชิ้น ๆ» · «เดินมาเป็นกลุ่ม ๆ»
    4. เน้นความต่อเนื่องของอาการในการประพันธ์ — «เปลี่ยนเปลี่ยน» «คว้างคว้าง» ในบทร้อยกรอง ใช้ซ้ำคำเพื่อให้จังหวะลื่นและเห็นภาพการหมุนวน
  • คำที่เขียนซ้ำแล้ว ความหมายยังเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นคำซ้ำเพื่อเปลี่ยนความหมาย เช่น ชื่อเล่นที่ซ้ำตามชื่อเฉพาะ «แตงแตง» ซึ่งเป็นชื่อของคนคนเดียว ไม่ได้บอกจำนวนหรืออาการ

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • อ่าน «นิราศภูเขาทอง» ของสุนทรภู่ (กลอนแปด · ข้อความฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ) ตอนพรรณนากระแสน้ำ 4 วรรคว่า «ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก / กลับกระฉอกฉาดฉันฉวัดเฉวียน / บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน / ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน» แล้วหาคำซ้ำ — พบ 3 คำ คือ «พลุ่งพลุ่ง» «เปลี่ยนเปลี่ยน» และ «คว้างคว้าง» · ทั้งสามคำใช้คำมูลคำเดียวเขียนซ้ำเพื่อเน้นว่าอาการนั้นเกิดซ้ำ ๆ ต่อเนื่องไม่หยุด · ถ้าเขียนเป็น «พลุ่ง ๆ» «เปลี่ยน ๆ» «คว้าง ๆ» ก็ยังเป็นคำซ้ำแบบเดียวกัน เพียงแต่ผู้แต่งเขียนเต็มคำเพื่อให้อ่านครบจังหวะ 8 คำ
  • «เขาต้องการเด็ก ๆ มาช่วยเก็บของ» คำซ้ำ «เด็ก ๆ» ให้ความหมายว่าอะไร — บอกว่ามีเด็ก หลายคน ไม่ได้ชี้คนใดคนหนึ่ง
  • «ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง จะได้เล่นสักหน่อย» คำว่า «หน่อย» เป็นคำซ้ำหรือไม่ — ไม่ใช่ คำซ้ำ เพราะไม่ได้เขียนคำเดิมซ้ำกัน
  • «เป็นชิ้น ๆ» ต่างจาก «ชิ้น» อย่างไร — «ชิ้น» บอกของชิ้นเดียว ส่วน «เป็นชิ้น ๆ» บอกว่า แยกออกเป็นหลายชิ้นย่อย

ภาพและไดอะแกรม

flowchart LR
    A["คำมูล 1 คำ"] --> B["เขียนซ้ำคำเดิม<br/>พร้อมไม้ยมก"]
    B --> C["ความหมายที่ 1 มากหรือไม่เจาะจง<br/>เด็ก ๆ หลายคน"]
    B --> D["ความหมายที่ 2 เบา สั้น หรือเพียงครู่<br/>เร็ว ๆ · หน่อย"]
    B --> E["ความหมายที่ 3 แยกเป็นส่วน ๆ<br/>เป็นชิ้น ๆ เป็นกลุ่ม ๆ"]
    B --> F["ความหมายที่ 4 เน้นอาการต่อเนื่อง<br/>ในบทร้อยกรอง"]

คำบรรยายภาพ: ผังการเกิดคำซ้ำ เริ่มจากคำมูลหนึ่งคำแล้วเขียนซ้ำคำเดิมพร้อมไม้ยมก จากนั้นความหมายจะเปลี่ยนไปได้สี่ทาง คือ บอกจำนวนมากหรือไม่เจาะจง บอกให้ทำเบา ๆ หรือเพียงครู่เดียว บอกว่าแยกเป็นส่วน ๆ และเน้นอาการที่ต่อเนื่องในบทร้อยกรอง

เรื่องย่อยที่ 4

คำซ้อน

องค์ความรู้

  • คำซ้อน คือการนำ คำมูล 2 คำที่เป็นคำต่างกัน มาวางคู่กัน แล้วได้ ความหมายเดียว โดยที่ความหมายยังอยู่ใกล้กับคำเดิม ไม่ได้กลายเป็นชื่อของสิ่งใหม่
  • คำซ้อนแบ่งตามความหมายของคำที่มาซ้อนกันได้ 3 แบบ
    1. ความหมายเหมือนกันหรือใกล้กัน — «บ้านเรือน» · «ใหญ่โต» · «ทุกข์โศก»
    2. ความหมายไปทางเดียวกันจนเป็นเรื่องเดียวกัน — «จับจ่าย» · «อดออม» · «รักใคร่»
    3. ความหมายตรงข้ามกัน — «สูงต่ำ» · «มากน้อย» · «ร้อนหนาว»
  • จุดต่างจากคำประสมที่ต้องจำให้แม่น — คำประสมรวมแล้วได้ ความหมายใหม่ ที่ไม่ใช่ของเดิม («ตู้เย็น» ไม่ใช่ตู้ที่เย็นอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า) ส่วนคำซ้อนรวมแล้วยังได้ ความหมายเดิมที่เน้นขึ้น («ทุกข์โศก» ก็คือความทุกข์ความเศร้านั่นเอง)
  • คำซ้อนเขียนติดกันเป็นคำเดียว มีช่องว่างระหว่างสองคำเฉพาะในสำนวนยาว ๆ เท่านั้น

ตัวอย่างและวิธีคิด

  • «อดออม» เป็นคำซ้อนแบบใด — «อด» กับ «ออม» ต่างก็หมายถึงการเก็บ ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย → เป็นคำซ้อนที่ ความหมายใกล้กัน และเมื่อรวมแล้วยังหมายถึงการประหยัดเหมือนเดิม
  • «ทุกข์โศก» เป็นคำประสมหรือคำซ้อน — เป็น คำซ้อน เพราะทั้ง «ทุกข์» และ «โศก» ต่างก็แปลว่าความเศร้า ความเดือดร้อน รวมกันแล้วได้ความหมายเดียวกันที่เน้นขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชื่อของสิ่งใหม่
  • หาคำซ้อนใน «นิราศภูเขาทอง» ของสุนทรภู่ (กลอนแปด · ข้อความฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ) — วรรค «ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย» มีคำซ้อน «ทุกข์โศก» และวรรค «ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง» มีคำซ้อน «มัวหมอง» (มัว + หมอง ความหมายใกล้กัน หมายถึงไม่บริสุทธิ์ผ่องใส) · ทั้งสองคำยืนยันหลักได้ว่าคำซ้อนมักเอาใจความเดียวกันมาวางคู่เพื่อให้ความหมายหนักแน่นขึ้นและอ่านลื่นขึ้น
  • «สูงต่ำ» เป็นคำซ้อนแบบใด และใช้เมื่อไร — เป็นคำซ้อนที่ ความหมายตรงข้ามกัน ใช้พูดถึงระดับที่ต่างกัน เช่น «ที่ดินแถวนี้สูงต่ำไม่เท่ากัน»

ภาพและไดอะแกรม

คำซ้อน คำมูลที่ซ้อนกัน แบบของคำซ้อน ความหมายเมื่อรวมกัน
บ้านเรือน บ้าน + เรือน ความหมายเหมือนกัน ที่อยู่อาศัย
อดออม อด + ออม ความหมายใกล้กัน เก็บออม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว
ทุกข์โศก ทุกข์ + โศก ความหมายเหมือนกัน ความเดือดร้อนและความเศร้า
มัวหมอง มัว + หมอง ความหมายใกล้กัน ไม่ผ่องใส มีมลทิน
สูงต่ำ สูง + ต่ำ ความหมายตรงข้ามกัน ระดับที่ไม่เท่ากัน

คำบรรยายภาพ: ตารางคำซ้อนห้าคำ แยกให้เห็นว่าซ้อนคำมูลคู่ใด เข้าข่ายแบบใดในสามแบบ คือความหมายเหมือนกัน ความหมายใกล้กัน และความหมายตรงข้ามกัน พร้อมความหมายเมื่อรวมกันแล้วซึ่งยังอยู่ใกล้กับคำเดิม ไม่ได้กลายเป็นชื่อของสิ่งใหม่

ข้อควรระวัง

  • อย่าตัดสินจากเสียงที่ซ้ำกัน — คำซ้ำต้องเขียนคำเดิมซ้ำจริง ๆ ถ้าเป็นคำคนละคำเขียนติดกันให้ดูว่าเป็นคำประสมหรือคำซ้อน ไม่ใช่คำซ้ำ
  • คำประสมกับคำซ้อนดูคล้ายกันมาก — ถามตัวเองว่า «รวมแล้วได้ชื่อของสิ่งใหม่ไหม» ถ้าได้ชื่อใหม่เป็นคำประสม ถ้ายังหมายถึงสิ่งเดิมที่เน้นขึ้นเป็นคำซ้อน
  • อย่าแยกคำมูลหลายพยางค์เป็นคำประสม — «กระเป๋า» «สะพาน» «มะละกอ» แยกออกแล้วส่วนหนึ่งไม่เหลือความหมาย จึงเป็นคำมูล ไม่มีวิธีสร้างคำให้วิเคราะห์
  • ไม่ต้องกังวลว่าโจทย์เขียน «เด็กๆ» หรือ «เด็ก ๆ» — ทั้งสองแบบอ่านว่าเป็นการซ้ำคำเหมือนกัน สิ่งที่ต้องตัดสินคือซ้ำคำเดิมหรือไม่
  • ความหมายของคำซ้ำเปลี่ยนตามบริบท — «เด็ก ๆ» แปลว่าหลายคน แต่ «ช้า ๆ» แปลว่าให้ทำเบา ไม่ใช่ว่ามี «ช้า» หลายตัว ต้องอ่านประโยคให้จบก่อนตอบ

แหล่งอ้างอิงและตัวชี้วัด

  • ขอบเขตสอบ: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ลิสต์เนื้อหา/ภาษาไทย.csv (ลำดับ 19–22)
  • ขอบเขตและหลักฐานรายเรื่อง: ../_ref/ขอบเขตสอบเข้า-ม1/ไทย-สังคม-อังกฤษ.md — §1.2 «คำมูลและการสร้างคำ (คำซ้ำ · คำซ้อน · คำประสม)» ป.4–ป.6 «มักออก» (WE-THAI · MKD · KCR69)
  • ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง: ท 4.1 ป.6/1 (วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค) — ดู ../_ref/p6-indicators.md · ตัวชี้วัด ป.6 ไม่ได้ระบุ «การสร้างคำ» ตรง ๆ แต่การรู้คำมูล/คำประสม/คำซ้ำ/คำซ้อน เป็นฐานของการวิเคราะห์ชนิดของคำ
  • ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สพฐ.) — https://academic.obec.go.th/images/document/1559639270_d_1.pdf
  • หน้า hub รวมลิงก์เอกสารหลักสูตรทางการ สพฐ. — https://academic.obec.go.th/web/news/view/75
  • ที่มาของตัวอย่างจากงานเขียนจริงที่ใช้ในไฟล์นี้
    • «นิราศภูเขาทอง» — สุนทรภู่ (กลอนแปด) · ข้อความฉบับเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ https://th.wikisource.org/wiki/นิราศภูเขาทอง (ตรวจ 17 ต.ค. 2569: เปิดได้)
    • งานเรื่องนี้พ้นลิขสิทธิ์แล้ว (สุนทรภู่ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2398)
  • เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ชนิดและหน้าที่ของคำใน th-gram.md · ฉันทลักษณ์ของบทร้อยกรองใน th-prosody.md

อ่านสรุปเนื้อหาหัวข้อนี้ครบแล้ว

พร้อมลองทำโจทย์เพื่อประเมินความเข้าใจและสะสมเหรียญรางวัลแล้วหรือยัง?